เตรียมเผ่น!!!

posted on 26 Mar 2008 12:47 by kamolnum147

สองสามวันที่ผ่านมา ได้ยินได้ฟังข่าวลือมาสองเรื่อง ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจนักครับ
เลยเอามาเล่าสู่กันฟังดีกว่า

ข่าวแรก ไม่น่าจะเป็นข่าวลือแล้ว เป็นเรื่องจริง ก็ทางการขแมร์ ออกกฎหมายรับรอง ให้
มีการ "พกปืนได้โดยเสรี"  โห  ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ไม่รู้เหตุผลของเค้าเหมือนกันว่า
เพราะอะไรถึงให้ประชาชนพกปืนกันได้

ปกติแล้ว ในเสียมเรียบที่ผมอยู่ ค่อนข้างสงบเรียบร้อยดีมาก เหตุการณ์ตีรันฟันแทงเนี่ย
น้อยมากๆเลย ก็เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว  มีนักท่องเที่ยวมากมาย ตำรวจก็เลยคุมเข้ม
กันสุดๆ ออกไปไหนมาไหน กลางค่ำกลางคืน ก็ค่อนข้างสบายใจดี

ต่อไปนี้นะ จะไม่ยุ่งเลย เอ๊ยไม่ใช่ ก็คงต้องระวังมากขึ้นหน่อย โดยเฉพาะร้านเหล้า
ทั้งหลายแหล่ ที่ผมแวะเวียนไปเป็นประจำ
อืมม์ คนกินเหล้ากับปืนเนี่ย  ไม่ควรอยู่ด้วยกันจริงๆ

ข่าวที่สองครับ อันนี้ลือกันจริงๆ ว่าพรุ่งนี้(วันที่ 27) จะมี "การเดินขบวนประท้วง"

ปัญหาข้าวยากหมากแพงที่กำลังเกิดในเมืองไทย เมืองเขมรก็เป็นปัญหาเหมือนกัน
และค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วงเอาการ หนักแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อก่อนข้าวสาร แบบพอทานได้ ไม่ใช่ข้าวหอมอย่างดี ราคาตกกิโลฯละ 30 กว่าบาท
มาวันนี้ ราคาพุ่งไปถึง 70 บาทเข้าไปแล้ว อีกรายการที่น่าตกใจก็คือ แก๊สหุงต้มครับ
เดือนที่แล้ว ตกถังละ 500 กว่าบาท ขยับขึ้นเป็น 640 บาท มาวันนี้พุ่งทะลุเป็น 1200 บาท

มหัศจรรย์ไม๊ครับ ข้อมูลนี้ได้มาจากน้องๆชาวขแมร์นี่เอง ฟังพวกเค้าเล่าให้ฟังแล้วก็
น่าเห็นใจมาก ไม่มีการควบคุมราคาสินค้าใดๆเลย เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพราะราคา
อาหารที่ต้องกินอยู่ทุกมื้อ ก็สูงตามไปด้วย

อ้อ เมื่อวานได้เล่าเรื่องนี้ให้ ผู้มีอิทธิพลละแวกชายแดนไทย-กัมพูชา (ที่ฝังตัวในโอเค)
ฟัง เธอก็ให้ข้อมูลว่า คงเป็นเพราะเมืองไทยมีการจำกัดการส่งออกแก๊สมายังกัมพูชา
และเธอก็ไม่เห็นรถส่งแก๊สเข้าๆออกๆชายแดนมาหลายวันแล้ว ก็เลยถึงบางอ้อ ว่า
ทำไมราคาแก๊สถึงได้มหาโหดอย่างนี้

ได้ฟังข่าวนี้เข้า ก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อไม่นานมานี้ อันเนื่องมา
จากน้ำมันขึ้นราคาบ้าเลือด  และการประท้วงก็กลายเป็นจราจลขึ้นมา 

สาเหตุของการประท้วงที่นี่ ก็คล้ายๆกับพม่าซะด้วยสิ ผมเองก็ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะมีคนร่วม
ประท้วงมากมายขนาดไหน  มีการจัดระบบ  และควบคุมฝูงชนกันดีหรือเปล่า  ข่าวปล่อย
ข่าวลือมันจะขนาดไหน  (อันนี้นึกไปถึงเหตุการณ์เผาสถานทูตในปี 2546 ที่มันลุกลาม
เพราะประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดๆนี่แหล่ะ) ในภาครัฐ มีการตั้งรับอย่างไร อดกลั้นแค่
ไหนเมื่อถูกยั่วยุ

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมลองนั่งตุ๊กๆเข้าเมืองดู ก็พบว่าเหตุการณ์ยังปกติ นักท่องเที่ยวยัง
เยอะ เดินกันขวักไขว่เหมือนเดิม ร้านรวงก็เปิดกันตามปกติดี

แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องเตรียมตัวเล็กน้อย แม้จะคิดว่า ไม่น่ามีอะไรรุนแรงก็ตาม

เริ่มจากจัด "กระเป๋าเตรียมเผ่น" ครับ

กระเป๋าคู่ชีพใบนี้ ผมชอบที่มันจะมีกระเป๋าเล็กๆเยอะดีครับ แต่ละอันก็เหมาะกับของแต่ละอย่าง
อย่างเช่นกระเป๋าด้านบนตรงโลโก้ อันนี้ใส่พาสต์ปอร์ทหรือเอกสารอื่นๆได้อย่างดี
และหยิบใช้ได้ง่าย

 

หมวดของมีราคา
 
อันดับแรก ก็คงเป็นกล้องและเลนส์ครับ

อันดับสอง ก็เป็นโน๊ตบุค ยัดไว้ด้านหลังกระเป๋า

 

หมวดเอกสาร

1. หนังสือเดินทาง อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ
2. ตั๋วเครื่องบินที่โอเพ่นวันเดินทางไว้
3.ใ บ ตม. กรอกไว้เรียบร้อย จะไ้ด้ไม่เสียเวลาตอนเผ่น
4. เงิน อันนี้ก็สำคัญสุดๆ มีทั้งแบงค์ใหญ่และแบ๊งค์ย่อยๆ

 

หมวดเสื้อผ้า

1. เสื้อ เน้นสีดำ เผื่อไม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้ ถ้าต้้องเดินทางในเวลากลางคืน
    และต้องพรางตัว
2. กางเกง เป็นยีนส์ครับ เนื้อหนา ทนการขูดขีด เผื่อต้องมีการคลานเข่าคลานศอก นี่ก็เสีย
    ดายที่ไม่มีกางเกงยีนส์สีดำ ถ้าต้องพรางตัว คงต้องหาขี้โคลนพอกเอา
3. กางเกงในสองตัว เอาไว้เผื่อต้องเดินทางหลายวัน และแถมว่า ถ้าในเวลาจวนตัว ตกอยู่
    ในวงล้อม และต้องมอบตัว ยังเอาไปประกอบกับกิ่งไม้ กลายเป็นธงขาว เอาไว้ยกได้
4. ผ้าเช็ดหน้าลายเสือสีแดงผืนใหญ่ เผื่อต้องเดินทางในถนนลูกรัง ไว้กันฝุ่นได้เป็นอย่างดี
   ที่เลือกลายเสือสีแดง ก็เพราะจะเป็นการข่มขวัญกับผู้พบเห็นได้ ประมาณเขียนเสือให้วัวกลัว
5. รองเท้า ก็เป็นรองเท้าวิ่ง ที่น้ำหนักเบา เหมาะกับเวลาที่ต้องใส่ตีนหมาเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งมี
     โอกาสเกิดขึ้นสูง ถ้ามีเหตุการณ์ขึ้นมา)
6. หมวกแก๊บ ช่วงนี้อากาศร้อนมาก แดดแรง เอาหมวกติดไปด้วยน่าจะช่วยได้มั่ง

 

หมวดเพื่อสุขภาพ

1. หวี อันนี้ต้องพกเอาไว้ เผื่ออยู่ในวงล้อมสถานการณ์เป็นเวลานาน และมีการถ่ายทอดสด
   ผ่านดาวเทียม และอาจมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ จะำได้ดูดีอยู่ตลอดเวลา
2. แปรงและยาสีฟัน (เหตุผลเดียวกับข้อแรก กลัวนักข่าวอ้วกแตก)
3. น้ำหอมและยาทาเต่า อันนี้เหตุผลทุยมาก เป็นเพราะเพิ่งซื้อ และยังเสียดายอยู่
4. กระดาษเย็น กระดาษนี้ได้จากทุกเที่ยวที่บิน แต่ไม่ค่อยได้ใช้ และงก เก็บเอาลงมาทุกครั้ง
    คราวนี้ก็คงได้ใช้ซะที เผื่อต้องเปิบอาหารด้วยมือ จะได้ใช้เช็ดมือซะหน่อย
5. ผลิตภันฑ์ลอรีอัล Men Expert อันนี้ต้องเล่าหน่อยนึง ปกติเป็นคนที่ไม่ได้ใช้อะไรกับ
   หน้าเลย วันก่อนเดินผ่านร้านดิวตี้ฟรี ซื้อของอย่างอื่น แล้วยังขาดจำนวนเงินอีกห้าร้อย
   กว่าบาทจึงจะได้ของแถม เลยมองหาซื้ออะไรซักอย่าง ก็ได้โฟมล้างหน้าไวท์แอ๊คถีบ
   กะม๊อยซเจ้อ ไวท์แอ๊คถีบเหมือนกันมา จากนั้นก็ลองใช้ดู ไม่น่าเชื่อครับ อาทิตย์เดียว
   เท่านั้น สาวๆและหนุ่มๆ(ที่แอบสาว) ในที่ทำงาน ทักกันใหญ่ว่าไปทำอะไรกับหน้ามา
   ทำไมหน้าเด้งจังเลย ก็เลยกำเริบใจ กลับบ้านคราวต่อไปก็ไปถอย ม๊อยซเจ้อ Hydra
   Energaticแบบทีกันหน้าเหนื่อยหน่าย (Anti fatique) และครีีมทาใต้ดวงตาแบบที่มี
   Vita Lift มาอีก มาถึงตอนนี้ก็ยังมีคนถามอยู่เรื่อยๆว่าทำไมหน้าเด้งอย่างนี้ (ยังกะเมื่อก่อน
   หน้าตูโทรมเน่ามากยังงั้นแหล่ะ) เรื่องก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ เค้าอุตส่าห์ทำให้เราขนาดนี้แล้ว
   จะทิ้งกันลงได้ไง
6. หยูกยา ก็มียาสามัญที่อาจต้องใช้ครับ

 

หมวดอาหารการกิน

ในเรื่องอาหาร ผมก็ลองไปคุ้ยๆดูในตู้เย็นและในชั้นวางอาหารแห้ง คิดในใจว่า เอาไปให้น้อย
ที่สุด แต่พอกินได้ในระยะเวลาสองวัน ก็เลือกได้มาสามสี่อย่างล่ะครับ ขนมปังเอาไว้ยืนพื้น
กินกับใส้กรอกก็ได้ กินกับทูน่าก็พอทน กลั้วคอด้วยโซดา ก็คงพออิ่ม ส่วนบะหมี่เป็นเพราะ
น้ำหนักเบามาก เอาติดกระเป๋าไปซักกระปุกก็ดี เผื่อหาน้ำร้อนได้

 

 
จัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแ้ล้วครับ เอาขาตั้งกล้องแบบขาเดี่ยว (MonoPod) เหน็บไปด้วย
โมโนพ้อดอันนี้น้ำหนักเหมาะมือดีครับ ใช้เป็นกระบองได้เป็นอย่างดี เผื่อต้องแหวกฝูงชน
และถ้าต้องเดินทางไกล ก็ใช้เป็นไม้เท้า ก็เข้าทีอยู่เหมือนกัน แล้วก็เอากระเป๋ามาวางไว้
บนเก้าอี้ที่ติดกับประตูห้องครับ

 

ทางหนีทีไล่
เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตรียมตัวไว้ครับ อันนี้แผนแรก

รูปนี้ ถ่ายจากดาดฟ้าที่ทำงาน ถนนเส้นที่เห็นมีรถวิ่งอยู่ เป็นถนนที่จะไปสนามบินครับ โชคดี
ที่สนามบินอยู่ใกล้มาก ประมาณห้ากิโลเมตรเอง ถ้ามีรถไปส่ง ก็ประมาณห้านาทีเอง

แต่ถ้าไม่มีรถไปส่ง และถนนที่เห็นไม่ปลอดภัย เต็มไปด้วยฝูงชนที่บ้าคลั่ง ผมจะทำยังไงดี

 

แผนสอง 

 

รูปนี้ถ่ายให้เห็นด้านหลังที่ทำงานครับ ด้านขวานั้นจะเป็นลานเฮลิคอปเตอร์ ด้านซ้ายจะเป็นทุ่งนา
ไม่มีถนน ถ้าแผนแรกไปไม่ได้ ผมคงออกทางนี้ล่ะครับ ลัดเลาะเถียงนาไปเรื่อยๆก็ถึงสนามบิน
โดยยานพาหนะของผม ที่จอดแสตนด์บายอยู่ในที่จอดรถหลังคาเขียวๆนั้น

ยานพาหนะหลบหนีครับ

ซื้อมานานแล้ว ในราคา 30 ดอลล่าร์ ใช้ไปสองครั้ง เท่าที่ไปสำรวจเมื่อวาน สภาพยังใช้ได้
เพียงแต่ยางแบนไปหน่อย วันนี้ก็วานน้องๆให้เติมลม และหยอดน้ำมันที่โซ่ให้

 

แผนสาม
 
นี่เป็นแผนสุดท้ายแล้วครับ ก็คงต้องติดต่อผู้มีอิทธิพลในตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา
สนธิกำลังแหกด่านปอยเปตมาช่วยหน่อย แต่คงต้องขอร้องเธอให้เปลี่ยนรองเท้าเสียก่อน

 

ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็เหลือแค่รอดูเหตุการณ์วันพรุ่งนี้ครับ

ห้องชวนฝัน

posted on 11 Feb 2008 10:51 by kamolnum147

เอนทรี่นี้ ต่อเนื่องมาจาก "ความตั้งใจของเราในปีที่จะถึง" ครับ

เวลาผ่านไปสองรอบเดือน ผมและภรรยาก็ได้ลุ้นกันไปสองครั้ง รอบแรกลุ้นกันเหนื่อยหน่อยครับ
เพราะ ปจด ล่าช้าไปกว่าสิบวัน ส่วนรอบที่สอง มาตรงเวลาเป๊ะๆเลย

มันก็เลยถึงคราวที่เราต้องนั่งคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ว่าเอาไงดี
พอดี๊พอดีผมมีเื่พื่อนเป็นหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้อยู่ ก็เลยให้ภรรยาโทรบอกรายละเอียดและปรึกษาก่อน
ไว้ผมกลับเมืองไทย ค่อยไปหาพร้อมกัน

ต้นเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา ผมก็ไปปรึกษากับเพื่อนคนนี้ มันสรุปว่า ที่พยายามกันมาสองเดือนน่ะ ยังทำ
ไม่ถูกท่าถูกทาง เอ๊ย ไม่ตรงตามหลักวิชาเท่าไหร่ ไข่ฟองที่เห็นในอุลตร้าซาวน์ มันแค่ขนาดสิบมิลลิเมตร
ถ้าจะให้ใช้ได้ดี ก็ต้องสิบแปดมิลลิเมตรขึ้นไป และต้องมีการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก ตามเวลาเป๊ะๆอีกต่่างหาก

เอาล่ะสิ ก็ต้องมาเริ่มกันใหม่อีก แต่ก่อนอื่น มันให้ผมไปตรวจดูซะก่อน ว่าประสิทธิภาพของผม ยังใช้ได้ดีอยู่หรือเปล่า ว่ากันด้วยปริมาณอสุจิต่อหนึ่งซีซี ต้องมากกว่า 20 ล้านตัว. ดูการเคลื่อนที่ ว่ายังวิ่งกันรวดเร็วดีไม๊ นอกนั้นก็รูปร่างหน้าตาทรวดทรง อาทิเช่น ตัวจุ๊จิ๊ที่ดี ต้องมีหน้าตาหล่อเหลา หัวกลมมนได้รูปไข่ มีหางยาวพริ้วถ้าเป็นตัวที่หัวกลมเหมือนแตงโม หางสั้นน่าเกลียด อันนี้ใช้ไม่ได้ แถมต้องดูลึกไปถึงหมวกกันน๊อคอีก เพราะหมวกกันน๊อคเนี่ยจะมีเอนไซม์ที่ใช้์ทะลุทะลวง เจาะเปลือกสู่ภายในไข่ได้ อืมม์ มีละเอียดเหมือนกันแฮะ

นั่นก็เป็นเหตุผล ที่นำผมมาสู่ "ห้องชวนฝัน"

ในวันต่อมา ผมและภรรยาไปโรงพยาบาลกลางกรุงเทพแห่งหนึ่ง เจอแผนกต้อนรับก่อน
"สวัสดีค่ะ โรงพยาบาลน้องหนู ยินดีต้อนรับค่ะ"
"เอ่อ ที่นี่มีตรวจ Sperm analysis ไม๊ครับ" ผมถาม
"คะ? ไม่ทราบว่าคนไข้ ผู้ชายหรือผู้หญิงคะ"
"อะไรนะครับ?? เอ่อ ผู้ชายครับ" เอ๊ะถามแปลกๆเนอะ "เอางี้ครับ แผนกสูตินรีเวชอยู่ที่ไหนครับ"
"ที่ชั้นสองค่ะ ขึ้นลิฟท์แล้วเลี้ยวขวา เดินจนสุดทาง"
อืมม์ แปลกดี มาตรวจตัวอสุจินะเนี่ย แล้วมันมีตรวจในผู้หญิงด้วยเร๊อะแม่คู๊ณ

อีกสิบนาทีต่อมา ผมก็มาถึงแผนกสูตินรีเวช ผมก็นึกขำอยู่ในใจ ในวันนี้ ผมคงเป็นคนไข้ผู้ชายคนเดียว
ของแผนกนี้แน่เลย

ผมแสดงเจตจำนงกับพยาบาล พยายามเก็บอาการขวยเขินอย่างเต็มที่่
เธอมองยิ้มๆ บอกว่า "รอซักครู่นะคะ เดี๋ยวจะให้พยาบาลพาไปห้องที่ชั้นสามค่ะ"

ผมก็ยิ้มกับภรรยา ตื่่นเต้นอยู่เหมือนกัน เพราะกิจกรรมด้านเซ็กซ์กับผม มันไม่เคยมีในตอนไหนที่ต้องกระทำ ด้วยความรู้สึกที่คิดว่า "ต้องทำ" มันมักจะเป็นเรื่องที่ตามมา หลังจากความรู้สึกและอารมณ์ที่ดีๆต่างหาก

อีกซักพัก ก็มีพยาบาลสาวสวย คะเนอายุ ไม่น่าจเเกินสามสิบ พาผมไปยัง ห้องชวนฝัน
ระหว่างทาง เธอชวนผมคุย
"มาตรวจครั้งแรกเหรอคะ" เธอชวนคุย
"ครับ" (((ฟังดูเหมือนครั้งแรกของหนุ่มสาว ยังไงก็ไม่รู้)))
"ตื่นเต้นไม๊คะ"เธอถามต่อ
ผมสบตาเธอ "เอ่อ นิดหน่อยครับ" (((แล้วคุณล่ะครับ ตื่นเต้นหรือเปล่า)))

โอ้วว์ ในที่สุด ผมก็มาถึง เปิดประตูเข้าไป ก็เจอบรรยากาศอันนุ่มนวลด้วยแสงสีส้มปนชมพู อืมม์ หรือว่าสีแบบนี้ มันจะเร้าอารมณ์ได้ดีที่สุดหนอ คงต้องเอาไปตกแต่งห้องนอนมั่งดีกว่า

ผมก็เพิ่งรู้ ว่าห้องปฎิบัติ์การแบบนี้ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Imagery Room
ว้าว เห็นแล้วนึกถึงผับชื่อดังแถวๆสุขุมวิท ที่เมื่อก่อนผมไปประจำจังเลย

พยาบาลสาวนางนั้น เธอทำหน้าที่ได้อย่างดี ในห้องมีการเปิดแอร์เตรียมไว้อยู่แล้ว ผมรู้สึกว่ามันเย็นเกินไป
"แอร์เย็นไปไม๊คะ ปุ่มปรับอยู่ตรงนี้นะ"
"อ่อ กำลังดีครับ"(((หนาวชิกหายเลย กูจะไหวไม๊เนี่ย)))
"สวิทช์ไฟอยู่ที่นี่นะคะ คุณจะปิดเลย หรือดิมให้สลัวๆก็ได้"
"โห ดีจังครับ"(((เอ่อ แล้วถ้าอยากได้บรรยากาศดิสโก้ ทำไงครับ)))
"พอหลั่งแล้วเก็บเอาไว้ในกระปุกนี้นะคะ แล้วเอาใส่ในกระติกนี้อีกที"
"ครับ" (((กระปุกใหญ่ดีจังครับ ออกแบบดีนะเนี่ย)))
"ช่วยบันทึกเวลาที่หลั่ง ในกระดาษใบนี้ด้วยนะคะ"
"อ่อ ครับ" (((คงจะอีกนานนะครับ ผมคงไม่ออกจากห้องนี้ภายในห้านาทีแน่นอน ต้องรักษาฟอร์มซักหน่อย)))
"คงเท่านี้ล่ะค่ะ มีอะไรสงสัยไม๊คะ"
"ไม่ครับ ขอบคุณมากๆ"(((เอ่อ แล้วคุณไม่อยู่เป็นเพื่อนผมหรือครับ)))
"ไปล่ะค่ะ เดี๋ยวล๊อกประตูให้นะคะ"
"ขอบคุณครับ" (((คุณไม่ล๊อค ผมก็ต้องล็อคมันอยู่แล้วครับ เอ๊ออ)))

แล้วเธอก็จากไป ผมเหลืออยู่คนเดียวในห้อง ชักเริ่มสนุก ลองสำรวจหน่อยซิว่าห้องนี้มีอะไรบ้าง

"ห้องชวนฝัน" มีขนาดประมาณสี่คูณสี่ตารางเมตร มีห้องน้ำในตัว เข้ามาในห้อง ก็จะเจอโซฟาเดี่ยวขนาดยักษ์ น่านั่งที่สุด แต่ช้าก่อน ควรตรวจตราเรื่องความสะอาดซักนิด อืมม์ ก็ดูดี ไม่มีคราบไคลอะไรติดค้างเลย ผมลองนั่งดู สบายก้นดีครับ ไม่นุ่มไม่แข็งเกินไป

ตรงหน้า ประจันกับโซฟาเดี่ยว ก็คือจอ LCD พร้อมเครื่องเล่นDVD

เอ๊ะ มีโต๊ะเล็กๆอยู่มุมขวา มีอะไรมั่งนะ

อ่าห์ เจอหนังสือปลุกใจเสือป่าอยู่ตั้งหนึ่ง ลองพลิกๆดู ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือต่างประเทศ ประเภท PentHouse หรือ PlayBoy มีปฎิทินวาบหวามอยู่สองเล่ม อืมม์ ดูๆแล้วเฉยๆแฮะ ไม่ค่อยเร้าอารมณ์เท่าไรนัก

เจอแล้ว กระปุกที่ว่า กับกระติกน้ำแข็ง เพื่อความรอบคอบ ผมเอาทั้งสองชิ้นนี้มา และไปนั่งยังโซฟาปฎิบัติ์การ ลองเปิดฝากระติกค้างไว้ เปิดฝากระปุก แล้วลองปิดมันด้วยมือข้างเดียว ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนคล่องแคล่วดี อืมม์ ถึงเวลาจะได้ไม่เสียจังหวะ ปรี๊ดเมื่อไหร่ ลงกระปุก ปิดฝา ลงกระติก รับรอง ไม่มีเลอะเทอะแน่ๆ

ต่อไป มาสำรวจแผ่นดีวีดี ดีกว่า เค้ามีหนังอะไรมั่งนะ

เห็นสติ๊กเกอร์นี้ ผมปล่อยก๊ากเลยครับ แน๊ มีหวงซะด้วย น่าจะให้กลับไปเป็นที่ระลึกมั่ง สมัยนี้เค้าไรท์กันได้ง่ายๆนี่นา จากนั้นผมก็ลำเลียงแผ่นออกจากกล่อง นั่งดูทุกแผ่น แบบสแกนเร็วๆน่ะครับ ดูจนหมด แล้วสรุปได้ว่า
-ห้าในสิบแผ่น เป็นหนังฝรั่ง ประมาณเมื่่อสิบปีที่แล้วแบบว่าทั้งนางเอกและพระเอก จะมีขนาดใหญ่โตมโหฬารไปทุกส่วนสัด (ดูบ่อยๆอาจมีปมด้อยในจิตใจได้) และเหมือนมีสคริปต์ชัดเจน จนเหมือนกับแสดงให้ดู แถมนางเอกมองกล้องตลอดเวลาและตีสีหน้ายั่วยวน อืมม์ ขอผ่านดีกว่า

-อีกสี่แผ่น เป็นหนังญี่ปุ่น ประเภทอุปกรณ์เสริมเยอะเหลือเกิน สงสารนางเอกเหมือนกัน เห็นร้องโหยหวนตลอด กว่าจะจบเรื่อง คงจะเป็นคออักเสบพอดี แต่บางแผ่นก็ถือว่าคุณภาพ เพราะนางเอกสวยมาก

-แผ่นสุดท้าย หนังไทยเรื่องเดียวในห้องนี้ แน่นอนครับ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "น้องแน็ท"

เห็นแล้วก็ขำดี เฮ๊ย แผ่นนี้เค้าห้ามเผยแพร่นี่นา คิดเล่นๆว่าถ้าตำรวจบุกเข้ามา ผมคงโดนจับในฐานะสมรู้ร่วมคิดครอบครองแผ่นต้องห้ามเป็นแน่

อีกส่วนของห้อง ไม่ได้ถ่ายรูปมา ก็คือห้องน้ำ และมีโซฟายาวอีกตัวอยู่ข้างหน้า ในห้องน้ำก็สะอาดดีครับ มีสบู่ (ก้อนเล็กใหม่เอี่ยม), มีผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก (พับไว้เรียบร้อย), มีน้ำยาบ้วนปาก (นี่นึกไม่ออกว่าเอาไว้ทำไม)

เอาละครับ คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ไม่มีขายหน้าเสียฟอร์มแน่ๆ ว่าเข้าห้องมาแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว

เหตุการณ์อีกสิบห้าถึงยี่สิบนาทีต่อจากนี้ ผมไม่อาจถ่ายรูปมาให้ดู หรือบรรยายให้ท่านฟังเป็นตัวอักษรได้ครับ






edit @ 16 Feb 2008 23:50:33 by กมลหนุ่ม

ก่อนอื่น ก็ขอสวัสดีปีใหม่เพื่อนๆทุกๆคนนะครับ ขอให้สุขกายสบายใจ มีพลานามัยแข็งแรงกันทุกคนนะจ๊ะ


คิดอยู่นาน ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่า เพราะมันค่อนข้างส่วนตัวไป แต่คิดไปคิดมา มันก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในชีวิตผม ก็สมควรจะบันทึกเอาไว้เสียหน่อย


ความตั้งใจของเรา หมายถึงผมกับภรรยา คือในปีหน้า เราจะมีลูกกันครับ


ผมและเธอ คบกันมาสิบกว่าปีแล้วครับ แต่เราเพิ่งได้แต่งงานกันเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง เราไม่เคยคุยเรื่องนี้กันจริงๆจังๆ ก็แค่คิดว่า ถ้าจะมี ก็มี ปล่อยไปตามธรรมชาติ


ก็ผ่านมาสองปี ธรรมชาติก็ไม่ยอมทำงานให้เรา แถมผมต้องมาอยู่เสียมเรียบ ทำให้เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมันก็น้อยลงไปอีก ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เราก็เลยนั่งคุยกันจริงๆจังๆเรื่องนี้ ถามกันว่าตกลงจะมีไม๊ ลูกน่ะ สรุปออกมาว่า มี และคิดกันว่าโอกาสสุดท้ายก็น่าจะเป็นปีหน้านี้ งั้นก็ต้องวางแผนกัน หาหลักสูตรเร่งรัด ใช้วิทยาศาสตร์การแพทย์เข้าช่วย


แต่ก่อนอื่น ต้องหาโค้ช เอ๊ย สูตินรีเวชประจำตัวซะก่อน ก็ได้คุณหมอวนาการหรือหมอแป๋ว มาเป็นพี่เลี้ยงให้ เธอบอกว่า ในสเต็บแรก ก็ให้ลองทานยาเร่งให้ไข่แข็งแรงและตกต้องตามเวลา ใช้วิธีนี้ก่อนเป็นเวลาสามเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็ให้ใช้วิธีต่อไป


เราก็ลองเริ่มกันเมื่อกลางๆเดือนพฤศจิกายน ยาที่ใช้ ให้ทานตอนเมนส์มาวันแรก วันละเม็ด เป็นเวลาห้าวันต่อเนื่องกัน แล้วรออีกห้าวัน ไข่ก็จะเริ่มสุก และทยอยตก และช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงที่"อิ๊อ๊ะ"กันได้ ช่วงไข่ตกนี้ก็ซักสิบวัน


เมื่อเดือนที่แล้ว เธอก็เลยมาอยู่กับผมที่เสียมเรียบ เพื่อ mission จะได้ possible ขึ้นมาได้ และเป็นเรื่องที่ขำมาก เพราะน้องๆที่ทำงาน พอรู้ว่าผมจะทำอะไร ก็มีมหกรรมการอำกันอย่างสนุกสนาน เริ่มต้นจากเจ้านาย
"เอ้อ หนุ่ม เช้าๆน่ะ ไม่ต้องรีบลงมาก็ได้นะ ถ้ามีอะไรก็ให้เค้าตามเอา ช่วงเช้าน่ะเหมาะนะเฟ้ย กำลังสดชื่น"
"เฮ้ย กลับๆๆ กันได้แล้ว สามทุ่มแล้ว ไอ้หนุ่มมันติดภารกิจสำคัญ"


พวกน้องๆก็ด้วย
"พี่ๆ พี่ว่าไม๊เมื่อคืนมีแผ่นดินไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตึกเรามันสั่นๆยังไงชอบกล"
"หนูเดินผ่านห้องพี่เมื่อเช้า ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่รู้ด้วยล่ะ"


น้องๆบางคนก็ยิ้มๆเวลาผมหายจากห้องทำงานไปเกินครึ่งชั่วโมง บางคนก็เสนอดีวีดีคอลเลคชั่นสุดหวงให้ บางคนกระซิบถึงอุปกรณ์เสริมและท่วงท่าต่างๆ บางวงเหล้าที่เฮฮากัน ในเวลานี้พวกเค้าก็ไม่ชวน ผมก็ได้แต่ขำไปกับพวกเค้า


ในที่สุดก็ถึงวันที่ไข่จะเริ่มตก เราก็ให้หมอแป๋วช่วยทำอุลตร้าซาวนด์ให้
"โหพี่ ไข่เป็นพวงเลย อยู่ที่รังไข่ด้านขวา"
"ด้านซ้ายมีไม๊แป๋ว"
"ไม่มีอ่ะพี่ มีแต่ด้านขวา แต่เยอะอยู่เหมือนกันนะ"
"เหรอ แล้วต้องใช้ท่าไหนให้ไข่ในรังด้านขวามันร่วงได้ล่ะ"
แป๋วตีแขนผมดังเพี๊ยะ "จะบ้าเหรอพี่ หนูจะไปรู้ได้ไง เอ๊อ หนูเรียนโอบีไกเน่นะ ไม่ใช่เซ็กโซโลจี้ หาวิธีกันเอาเองแล้วกัน ไป๊ ไปได้แล้ว บ่ายนี้ลางานไปเลย" เอ้อ แป๋วก็เอากะเค้าด้วยแน่ะ


หลังจากนั้น เธอก็กลับภูเก็ต พร้อมด้วยความหวังของเราทั้งสองคน เวลาผ่านไป ถึงเวลาที่เธอควรจะมีเมนส์ แต่เมนส์ก็ไม่มา เราตื่นเต้นมากๆ ลุ้นกันตัวโก่งเลยล่ะ คิดว่าติดแน่ๆ ผมก็ภูมิอกภูมิใจ แน่เหมือนกันนะเรา ครั้งแรกก็เรียบร้อยแระ กระหยิ่มยิ้มย่องได้แค่สิบวัน และแล้วฝันก็สลาย ทำให้เราต้องมาเริ่มกันใหม่อีกในเดือนนี้ เฮ้อ เหนื่อยเหมือนกันนะวุ๊ยยย


ดังนั้นปลายเดือนนี้ เธอก็ต้องมาอยู่เสียมเรียบกับผมอีกวาระหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนก็เหมือนเดิม ทานยาตามเวลา และรอวันไข่สมบูรณ์ดี และเริ่มตก ซึ่งก็น่าจะเป็นวันนี้ ก็เลยให้คุณหมอแป๋วไถท้องดูอีกครั้ง
"พี่ ไข่ที่สุกเต็มที่มันมีอยู่ฟองเดียว อยู่ที่รังไข่ด้านขวาอีกแล้ว"
"เหรอ ยามันไม่ได้ผลเหรอแป๋ว"
เธอปลอบ "มันก็ได้ผลนะพี่ คือมันคงสมบูรณ์และตกไปแล้วจำนวนหนึ่งน่ะ แล้วสองสามวันที่ผ่านมา ทำกิจกรรมกันมั่งไม๊ล่ะ"
"ก็มีบ้าง"
"คราวนี้อาจจะติดแล้วก็ได้นะ และเนี่ยเหลืออีกหนึ่งฟอง น่าจะตกในวันสองวันนี้แหล่ะ พี่ขยันหน่อยนะ"
"เออ พี่จะพยายาม"


นี่แหล่ะครับ ผลอุลตร้าซาวนด์สดๆร้อนๆ หมายเลข1 นั่นคือรังไข่ด้านขวา มีไข่ที่สมบูรณ์เต็มที่หนึ่งฟองอยู่ตรงกลาง ที่ไม่สมบูรณ์เกาะเป็นพวงสีขาวอยู่ด้านบน

หมายเลข 2 คือท่อนำไข่ เป็นสถานที่สุดโรแมนติกที่พระเอกกะนางเอกควรได้มาพบกัน และตกลงกันได้ ณ.ที่นี้ ถ้าตกล่องปล่องชิ้นกันดี ก็จะย้ายมาก่อร่างสร้างตัวกันใน สถานที่หมายเลข3 นั่นคือมดลูกครับ


เป็นอันว่าผมรู้แล้วครับว่าปีใหม่นี้ผมต้องเคานท์ดาวน์ที่ไหน กับใคร


เอนทรี่นี้ ผมเขียนก่อนวันปีใหม่ที่ผ่านมาหนึ่งวัน

และกะจะมีภาคสองต่อมา เลยเอามาให้อ่านกันก่อนครับ

Joyfull Tear

posted on 09 Feb 2008 21:15 by kamolnum147

รินจ๊ะ

แปลกเหมือนกันนะ ที่แม้ว่าเรารู้จักกันในโลกไซเบอร์ แต่กลับรู้สึกสนิท ผูกพันกัน
วันก่อนโน้น ซอสออกไอเดียกับพวกเราว่า ให้เขียนเอนทรี่ให้ริน เนื่องในโอกาสที่รับปริญญา

พี่รู้สึกว่าเป็นไอเดียที่ดีมากๆ

เมื่อก่อน มีใครบางคนบอกพี่ว่า ใบปริญญาบัตรนั้น มันก็แค่กระดาษเพียงใบเดียวเท่านั้นเอง
ใครที่พูด หรือคิดอย่างนี้ มันจะรู้สึกว่าเท่ห์ รู้สึกว่าได้ต่อต้านสังคม
ในเวลานั้น พี่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน จนเกือบจะไม่ไปงานรับปริญญา เพื่อความเท่ห์

แต่ในที่สุด ก็เข้ารับปริญญา และได้กระดาษแผ่นนั้นมา พ่อพี่ก็เอาใส่กรอบ ประดับไว้ที่ฝาบ้าน
ตอนแรกพี่เิดินผ่าน ก็เฉยๆกับมันนะ
ต่อมา เวลาพี่เดินผ่านมัน บางครั้งพี่ก็หยุดมองเป็นเวลานาน มองแล้วก็ยิ้ม
ก็แปลกดี ความทรงจำมันหลั่งไหลทะลักเข้ามาไม่ขาดสาย


พี่เคยอ่านเจอว่า ฝรั่งเค้าเปรียบการเสียน้ำตาำำได้สองแบบ
แบบแรก Tearfull join ก็ร่ำไห้เสียใจด้วยมีอารมณ์เศร้าโศก

แบบที่สอง  Joyfull tear ก็คือร่ำให้ด้วยความปลื้มปิติ
แล้วเราจะเจออะไรล่ะTearfull join or Joinfull tear
ในวันนั้น พี่เจอ Joyfull tear จากพ่อแม่ และคนที่พี่รักหลายๆคน

แปลกดีที่ ในเวลานั้นไม่ได้ซาบซึ้งมากเท่ากับที่ได้มาย้อนความหลังคนเดียว
ในเวลาที่มอง "กระดาษ" ใบนั้น

ความทรงจำ มันยังพาพี่เตลิดเปิดเปิงไปยังหลายๆเหตุการณ์ที่ประทับใจ
คิดถึงเพื่อน คิดถึงตอนสมัยอยู่หอพัก คิดถึงแฟนคนแรก
คิดถึงบรรยากาศก่อนสอบ ว่าเครียดกันขนาดไหน
คิดถึงบรรยากาศหลังสอบเสร็จ ว่ามันเฮฮาบ้าบอกันซะโลกแตก


แต่ความรู้สึกท้ายสุด ก็คือ ความภาคภูมิใจในตัวเอง
อืมม์ ฉันทำได้นะ สามารถผ่านการทดสอบเรื่องระเบียบและวินัยได้
ฉันสามารถผ่าน จากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วอย่างเต็มภาคภูมิ

ยินดีกับรินด้วยมากๆจ้ะ ในโอกาสที่เข้ารับปริญญา วันที่ 11 กุมภาพันธุ์นี้

จุ๊บๆ

พี่หนุ่ม 

 

 

จินตนาการที่ไร้ขอบเขต

posted on 15 Jan 2008 00:09 by kamolnum147
คุณครับ คุณจำวิชาวาดเขียนที่คุณเคยเรียนสมัยยังเด็กๆได้ไม๊ สำหรับผมแล้ว ผมยังจำมันได้ดี ก็เพราะวิชานี้ มันเปรียบเสมือนยาขมกับผมน่ะครับ


วิชาวาดเขียนที่ผมเรียน ผมอยากเรียกมันว่าวิชาลอกรูปเหลือเกิน ก็เริ่มจากคุณครูเดินเข้าห้อง แล้วหันหน้าให้กระดานดำ หันหลังให้นักเรียน แล้วก็วาดๆๆๆ รูปส่วนใหญ่ก็เป็นทิวทัศน์ ผลไม้ อะไรเทือกนี้แหล่ะครับ แอบคิดตอนนี้ว่าถ้าคุณครูวาดรูปออกแนวอีโรติก ผมคงวาดรูปเก่งขึ้นมาอักโขทีเดียว อิ อิ


นักเรียนก็ขมักเขม้นวาดตามครู พวกมือฉมังก็จะวาดปรึ๊ดๆๆตามครูไปอย่างต่อเนื่อง และวาดเสร็จหลังครูวาดในเวลาไม่นาน ส่วนผมเหรอครับ ลากไปหนึ่งเส้น แล้วก็ต้องลบ วาดใหม่ แล้วลบ เพราะใจบังคับมือให้เส้นออกมาตรง หรือโค้งอย่างสวยงามไม่ได้ จนท้ายสุด กระดาษวาดเขียนของผมก็ขมุกขมอม และช้ำไปหมดจากฤทธิ์ดินสอและยางลบที่บดลงไปในกระดาษนั้น


วันนี้ ผมอยากพาคุณชมภาพเขียนของเด็กนักเรียนชั้นประถมของที่นี่กันหน่อย



เราจัดงานนี้ขึ้น ที่ที่ทำงานของผมเองครับ ต้นคิดก็คือ "มิสลี" เธอเป็นล่ามชาวเกาหลี คุณคงเคยเจอเธอมาแล้วในเอนทรี่วิ่งมาราธอน ที่เธอเมาท์เรื่อง อะจุมม่าให้ฟัง


เอารูปเธอมาลงซักนิดดีกว่า คนซ้ายสุดชื่อ มิกิโกะ เป็นล่ามญี่ปุ่น คนกลางนั่นแหล่ะมิสลี คนขวาสุดเป็นสาวฟิลิปปินส์ชื่อ โจแอน เธอเป็นการตลาดของเรา



Missลี เธอมีลูกชายอยู่สองหน่อ เรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่นี่ พูดถึงมิสลี ตอนรับเธอเข้ามาใหม่ๆ ก็นึกว่ายังไม่มีครอบครัว เราเลยเรียกแกว่า มิสลี เวลาต่อมา เราก็รู้ว่าเธอมีลูกและมีสามีเรียบร้อย แต่เราก็เรียกเธอติดปากไปแล้วว่า มิสลี ก็ปล่อยเลยตามเลย ดูเธอก็ชอบให้เราเรียกอย่างนี้เหมือนกัน

วันหนึ่ง มิสลีเกิดไอเดียดีๆ บอกเราว่า ถ้าจะจัดงานแสดงรูปเขียนของเด็กนักเรียนนานาชาติที่นี่ เราจะสนใจไม๊ เจ้านายก็เห็นดีด้วย เพราะที่ทางในห้องโถงเรา ก็พอจัดได้อยู่

ผมรู้ข่าวก็ตื่นเต้นนะ แต่ก็คิดว่าคงมีรูปนิดหน่อย คงวาดกันแบบเด็กๆ มีการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ไหนได้ มีรูปมากว่าร้อยรูปทีเดียว มีงานศิลปะแบบอื่นด้วย เช่นตกแต่งปกซีดี งานไม้อัด


ผมเดินดูรูปที่เป็นผลงานของเด็กๆ อายุอยู่ระหว่าง 5-10 ขวบแล้วรู้สึกทึ่งครับ ทึ่งอันแรกจากวิธีสอนของครู เค้าก็แค่จะกำหนดหัวข้อที่จะให้วาด แล้วปล่อยให้เด็กใช้จินตนาการต่อเอง ทึ่งต่อมาคือ ผลงานของพวกเขาบางคน ออกมาได้โดนใจผมมากๆ ดูแล้วบางรูปยังกับไม่ใช่เด็กเป็นคนวาด

ผมพาชมเลยนะครับ เอนทรี่นี้ รูปเยอะซักหน่อย เพราะถูกใจหลายรูปมากๆ แบบไม่รู้จะคัดออกยังไง
เริ่มจาก หัวข้อแรก Self Characterizing ให้เด็กถ่ายทอดออกมาว่าตัวเขา เป็นยังไง




คิมอุลยอง อายุเจ็ดขวบ ดวงตาเธอดูลึกลับ น่าค้นหาดีนะครับ





แตวซุง อายุ 8 ขวบ บ่งบอกถึงอารมณ์ดี สดใส




โมโนรอม อายุ 8 ขวบ ผมชอบรูปนี้มากๆ มองที่ตา มันรู้สึกดึงดูดยังไงไม่รู้





ริชาร์ด คนนี้ไม่ทราบอายุ น่าจะประมาณเดียวกับเพื่อนๆ ดูรูปแล้วเข้มข้นดีจัง




เจนนี่ โซลลิป อายุ 7 ขวบ น่ารักทีเดียว ชอบสีเขียวแบ็คกราวน์จัง




กว่องโฮ ห้าขวบ คนนี้แปลกดี คิดว่าตัวเองคือหมี




กวุนโฮ หกขวบ คนนี้ท่าจะอยากเป็นโกล์ฟุตบอล ผมชอบหน้าของเขามาก หลับตาเท่ห์ มีเคราและแก้มแดง





กลุ่มต่อไป หัวข้อชื่อ "The Car I would Like"
เริ่มจากดช.หอมฤทธิ์ (Hom Rith) เป็นรถแดงท่ามกลางธรรมชาติสวยๆ




คนนี้ผมขำครับ ยืนมองอยู่นานว่าสื่ออะไร อ้อ อยากเป็นตำรวจนี่เอง ผลงานดช.ฮานุล






กลุ่มถัดมา ในหัวข้อ "Mask" ครับ
ผลงานของดญ.เอเดรียน ชาร์ล๊อต พอร์เตอร์ ดูแล้วจินตนาการได้หลายแบบนะ




อันนี้ของดญ.จุงโซล



ดญ.ฮานนาห์ ลี ผลงาน Mask



หัวข้อนี้ ไม่ได้มีงานวาดอย่างเดียว เด็กๆทำเป็นหน้ากากออกมาเลยก็มีครับ
ของคนเดิม
ดญ.เอเดรียน ชาร์ล๊อต พอร์เตอร์



ฮานนาห์ ลี อีกครั้ง




กลุ่มต่อมา หัวข้อ "Still Life" ครับ
เด็กชายปาร์ควองจี สีสันสดใสจริงๆ




ดช.โฮโซอุน ผมชอบสีน้ำเงินของรูปเค้ามากเป็นพิเศษ




อันนี้ของดช.ปาร์คซันชี




ดช.ฮานูล ผมได้เจอเจ้าของภาพด้วย ถามเค้าว่านี่ตัวอะไร เค้าบอกว่า "วัว" ครับ





ลองดูประเภทตกแต่งซีดีดีกว่า อันนี้ประทับใจคำนิยามของคำว่า Family น่ะครับ ดญ.ปูลัม





ภาพนี้มีชื่อว่า Collage ก็คงหมายถึงให้จินตนาการว่า ตอนที่โตขึ้นแล้วอยู่ชั้นวิทยาลัย เราจะมีหน้าตาเป็นยังไง
ดญ.อีริค ลาอิส เธอคิดว่า โตขึ้นแล้วเธอจะเป็นอย่างนี้ครับ





จริงๆแล้ว มีรูปอีกเยอะมากที่อยากให้ดูกัน แต่มันคงจะเยอะเกินไปสำหรับหนึ่งเอนทรี่ จะน่าเบื่อซะเปล่าๆ
นี่รูปสุดท้ายแล้ว ในหัวข้อ Feeling เห็นแล้วนึกถึงเด็กคนนี้ คุณพ่อคุณแม่จะรู้ไม๊ ว่าหนูมีความรู้สึกลึกๆยังไง





ผมใช้เวลานานทีเดียวครับ ในการชมรูปเหล่านี้ วันละหลายรอบ ดูไปยิ้มไป พยายามนึกว่าเด็กๆเค้าจะสื่ออะไรออกมา มันเป็นจินตนาการที่ไร้ขอบเขตจริงๆ


ผมคิดลึกๆว่า อยากให้พวกเค้าเหล่านี้เขียนรูปต่อไป เพราะผมเชื่อว่า ศิลปะ ไม่ว่าจะอยู่ในสาขา หรือแขนงใดๆ มันช่วยทำให้เราเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียด และยังช่วยทำให้จิตใจอ่อนโยนด้วย

คุณเห็นรูปแล้วนึกถึงอะไรกันบ้าง ผมอยากรู้นะครับ



วิ่งมาราธอน.....นครวัด

posted on 08 Jan 2008 16:25 by kamolnum147
แกร๊งงง แกร๊งงงงงง!!
เสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือ ดังขึ้นตอนตีสี่ครึ่ง ในวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ปกติวิสัยของผมก็คือ งัวเงียมาปรับเวลาอีกซักสิบนาที แล้วนอนต่อ พอถึงเวลา ก็โงกเงกขึ้นมาปรับเวลาต่ออีก น่านะ ขออีกซักห้านาทีก็แล้วกัน

แต่เช้านี้ ไม่เป็นอย่างนั้น พอเสียงกริ่งดังขึ้น ผมก็เด้งตัวออกจากที่นอน สะบัดหัว มือตบท้ายทอยให้หายมึนงง มุดเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเย็นเฉียบ เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นอย่างรวดเร็ว

ผมมีนัดครับวันนี้ ผมนัดกับ "นครวัด" ผมจะไปดูเธอในยามที่เธอตื่นจากหลับไหล และร่วมกิจกรรม ที่เมืองเสียมเรียบที่รักของผมจัดขึ้น

เช้าวันนี้ เป็นวันแข่งขันวิ่งมาราธอน หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Angkor Wat International Half Marathon" ที่จัดกันเป็นประจำทุกๆปี

พวกเรา สมัครเข้าแข่งขันกันเกือบยี่สิบคน ยกขบวนกันออกจากที่ทำงานแต่ตีห้า ทั้งนักกีฬาและกองเชียร์
มาถึงนครวัด ตอนนั้นยังมืดสนิท มองเห็นแต่แสงไฟฉายจากไกด์ทัวร์วับวอมแวม พาลูกทัวร์เดินผ่านสะพาน เข้าสู่ชั้นในปราสาท

อีกไม่นาน แสงแห่งรุ่นอรุณก็เริ่มฉายออกมาทางด้านหลังปราสาท เกิดภาพเงาดำ หรือซิลูเอท งดงามเหลือเกิน





อาทิตย์เริ่มโผล่จากขอบฟ้ามากขึ้นๆ เกิดแสงและสีสันต่างกัน เพียงแค่หนึ่งนาที รูปนี้ด้านขวาของสะพาน





มุมด้านซ้ายของสะพานบ้าง อากาศเช้านี้ดีเหลือเกิน อุณหภูมิประมาณยี่สิบ มีลมพัดเอื่อยๆจากสายน้ำมาพอเย็นๆตัว






นครวัดฮาล์ฟมาราธอนเค้าจัดกันทุกปี ในช่วงเดือนธันวาคมนี่ล่ะครับ จัดกันสองวัน วันแรกจะเป็นแข่งจักรยาน วันที่สองก็วิ่งมาราธอนกัน

ฟ้าสว่างแล้ว เรามาดูบรรยากาศกันหน่อย






คนเยอะมากครับ ตอนนี้เวลาประมาณหกโมงเช้า






อืมม์ บรรยากาศดีเนอะ






เช้านี้รู้สึกสดชื๊น สดชื่นยังไงบอกไม่ถูกเยย





เล่าประวัติ์ให้ฟังนิดหน่อยดีกว่า การวิ่งมาราธอนที่นครวัดเนี่ย ต้นคิดคือคนญี่ปุ่น อยากจะจัดงานอะไรสักอย่าง เพื่อระดมเงินมาช่วยผู้พิการที่เกิดจากความโหดร้ายในยุคเขมรแดงครองเมือง ทำให้ผู้คนล้มตายกว่าสองล้านคน และแขนขาขาดจากกับระเบิดอีกมากมาย

เมื่อประมาณปี 1995 ที่เมืองมาเก๊า คนญี่ปุ่นสี่คนจากหนังสือพิมพ์Sankei Shimbun และคนขแมร์สามคน ได้หารือกันจริงๆจังๆ ในเรื่องนี้ และในปีต่อมา เดือนเมษายน ก็ได้เดินทางมา เพื่อหาความเป็นไปได้ที่จะจัดการแข่งขันขึ้น พี่แกก็มาด้อมๆมองๆแถวนครวัดนี่แหล่ะ ก็เลยโดนทหารจับเข้าให้ ก็คงเป็นเพราะในช่วงนั้น เสียมเรียบยังเป็นเมืองปิดอยู่ ไปด้อมๆมองๆ เห็นท่าไม่ดี เค้าก็เลยเอาไปสอบสวน ต่อมาพอเข้าใจกัน ก็เลยได้จัดงาน เริ่มในปี 1996 นั่นเอง และกลายเป็น งานประจำปีในระดับชาติ หรือ National Event ไป

ที่เขียนมาข้างบน เอามาจากเวบไซท์เค้านะ ไม่ได้นึกเอาเอง ดูได้จาก http://www.angkormarathon.org


เมื่อก่อนก็หาเงินเพื่อซื้อแขนขาเทียม มาปีสองปีนี้ ก็ระดมเงินเพื่อป้องกันเอดส์ด้วย






พี่สองคนนี่ ดูท่าจะเป็นมืออาชีพ






เริ่มตั้งแถวกันแล้วครับ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม

กลุ่มแรก 21 km Wheel Chair





ให้สัญญาณปล่อยตัวโดยท่านเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา





ปล่อยตัวแล้วครับ ผ่านไปตรงไหน ก็มีคนปรบมือเป็นกำลังใจให้ตลอด แต่น่าเห็นใจคนที่ใช้รถเข็นแบบโรงพยาบาล เพราะหมุนล้อลำบากมาก และวิ่งไม่ค่อยตรงทาง





กลุ่มที่ 2 Half Marathon men and women






กลุ่มนี้ก็มืออาชีพล้วนๆครับ ผู้ชายใช้ป้ายขาว ผู้หญิงใช้ป้ายสีเหลือง







ผู้ว่าฯเสียมเรียบ ปล่อยตัวนักกีฬา







เริ่มแล้ววว วิ่ง วิ่ง วิ่ง






อ๊ะ มีมาแจมกะเค้าด้วย






มีกองเชียร์มาสร้างสีสัน








กลุ่มที่3 10 km Men and Women
สาวนักวิ่งเนี่ย ขาดไอ้ป๊อดไม่ได้เลย เป็นแฟชั่นไปเสียแล้ว ไม่คาดที่แขนก็เหน็บที่เอวกัน







อ้าวพี่ มาวิ่งหรือมาเล่นมวยปล้ำเนี่ย ผมชอบสายตาของคนทางซ้ายมากๆเลย






ตั้งแถวกันแล้วครับ พวกเราก็อยู่กันในกลุ่มนี้แหละ






สิ้นเสียงปืนปล่อยตัว ก็สับกันเต็มที่ล่ะ






เอารูปหนุ่มๆมาคั่นซะหน่อย เดี๋ยวป้าๆแถวนี้จะหาว่าผมใจดำ





กลุ่มที่4 5km women
กลุ่มนี้เฉพาะหญิงเท่านั้น






สังเกตุเห็นความแตกต่าง






มีเสียงคิกคักอยู่หลังผม หันกลับไปดู อ้อ มิสลี นั่นเอง เธอเป็นล่ามเกาหลีประจำที่ทำงานของเรา
เธอชี้ให้ผมดู แล้วบอกว่า นี่ไง "อะจุมม่า"
ผมก็ "หา อะไรน่ะมิสลี ขยายความหน่อยจิ๊ อะจุมม่า คืออะไร"
เธอยังหัวเราะคิกคัก บอกว่า "อะจุมม่า เป็นคำล้อเลียน หมายถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว อายุเกินสี่สิบ มีลักษณะคุณนาย แต่งหน้าสวยตลอดเวลาออกไปไหน ต้องดัดผมด้วย และเวลายืนถ่ายรูป เค้าจะยืนเกาะแขนกันอย่างนี้แหล่ะ"

นี่ล่ะครับ "อะจุมม่า" ของมิสลี ตอนก่อนผมยกกล้องถ่าย เธอเกาะแขนกันทุกคนเลยนะ




กลุ่มสุดท้าย 3km kids




ส่งท้ายด้วยเด็กน้อยครับ




ผมถ่ายรูปมาถึงตอนนี้ ก็ต้องกลับไปทำงานแล้วล่ะครับ เลยไม่มีรูปตอนเข้าเส้นชัยมาฝากกัน
ผมมีความสุขที่ได้มางานนี้มาก เพราะเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคน และอีกอย่าง ผมว่าเค้าจัดงานได้ดี ที่คัดกลุ่มนักวิ่ง ให้คนในทุกๆวัยได้มีส่วนเข้าร่วมด้วยและผมเห็นแต่รอยยิ้มในเช้าวันนั้น


ท้ายนี้ ผมอยากบอกคุณว่า ถ้าคุณมาเสียมเรียบ ผมจะพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าอันสุดสวยที่นครวัด
ผมสัญญาครับ
 
เอนทรี่นี้ เป็นเอนทรี่เก่ามาจากอีกบล็อกของผมครับ ขอมาลงใหม่ เพื่อปรับกับระบบที่นี่ครับ
 
 
_uacct = "UA-3356650-1"; urchinTracker();

edit @ 8 Jan 2008 16:47:56 by กมลหนุ่ม

edit @ 8 Jan 2008 19:09:25 by กมลหนุ่ม

สวัสดีกันก่อน

posted on 07 Jan 2008 20:11 by kamolnum147

เป็นน้องใหม่ที่นี่นะครับ  เอนทรี่แรกขอลองทักทาย ลองใช้ก่อน