สะท้านฟ้าสะเทือนดินทีเดียวครับ เมื่อหนังสือพิมพ์เกาะสันติเพียบ หรือเกาะสันติภาพ ลงข่าวชิ้นหนึ่งในหน้าแรก เมื่อวานนี้

 

ในเนื้อข่าวระบุไว้ว่า ได้มีสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่ง เป็นถึง "อังจุมเตียว" หรือคุณหญิงของบ้านเรา มีนามว่า คุณหญิงวรนาถ นวลเรียง ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงความกลุ้มอกกลุ้มใจในเวลานี้ว่า เธอมีลูกสาวสุดที่รักอยู่คนหนึ่ง มีนามว่า นางสาวลำออง นวลเรียง มีอายุอานามก็ได้ 24 ปีแล้ว ก็เข้าวัยเยาวเรศรุ่น เหมาะสมที่จะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาซักกะที

 

ปัญหาของคุณหญิงวรนาถอยู่ที่ว่า มีชายทั้งหนุ่มและไม่หนุ่ม มาติดพันลูกสาวเธอเยอะเหลือกัน นับกันไม่หวาดไหว ก็เป็นเพราะลูกสาวของเธอ มีรูปโฉมงดงาม มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน ได้รับการศึกษามาอย่างดี นับว่าเป็นกุลสตรีชั้นแนวหน้าของฟากฟ้าพนมเปญเลยทีเดียว

 

ด้วยความที่นางสาวลำออง เป็นคนเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย และเชื่อฟังบิดรมารดาทุกอย่าง เลยยกหน้าที่คัดสรรลูกเขย ให้เป็นสิทธิ์ขาดแก่คุณหญิงวรนาถ (ต่อไปเรียกคุณหญิงแม่ดีกว่า เรียกคุณหญิงวรนาถ จะทำให้นึกถึงคุณยายวรนาถ ในหนังผีซะปล่าวๆ)

 เชิญทัศนาหน้าตาของนางสาวลำอองซะก่อน

 

นี่คือความกลุ้มใจอย่างยิ่งของคุณหญิงแม่ ไม่รู้จะเลือกใครดี คิดอยู่นานสองนาน เธอก็เลยปิ๊งไอเดีย โดยเริ่มจากการกำหนด หรือล๊อกสเป็คว่าที่ลูกเขย คร่าวๆดังนี้

1. มาจากตระกูลดี มีการศึกษาดี
2. อายุ 30 ปีขึ้นไป 
3. โสดหรือเป็นพ่อม่าย (ห้ามมีเมีย มีกิ๊กเป็นตัวเป็นตนเด็ดขาด)
4. มีหน้าตาที่ลูกสาวเธอถูกใจ
5. มีดวงสมพงศ์ ไม่ชงกับดวงของนางสาวละออง (อันนี้คุณหญิงแม่จะต้องมีสิทธิ์ขาดในการเลือกหมอดูดวงแต่เพียงผู้เดียว)
6. มีใบตรวจร่างกายในระยะเวลาไม่เกินสามเดือน บ่งบอกว่าไม่มีโรคร้าย หรือโรคติดต่อใดๆ (อันนี้คุณหญิงแม่ ก็ถือสิทธิ์ กำหนดโรงพยาบาลในการตรวจเช่นกัน)

ครับ ถ้าชายใดผ่าน 6 ข้อที่ว่ามา ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นลูกเขยของคุณหญิงแม่
โดยขั้นตอนสุดท้ายก็คือ

คุณหญิงแม่เธอเปิดประมูลครับ !!!!!

 และราคาประมูลเริ่มต้นที่ 1,000,000 $

 คูณออกมา มันประมาณ 32,000,000 บาท เอื๊อก!!!!!!

 

การประมูล คิดว่าจะเริ่ม ในอีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ไป หลังจากการสกรีนเสร็จสิ้น

 

 ข่าวนี้ออกมาเมื่อวานครับ ทำเอาเกิดความปั่นป่วนไปทั่วกรุงพนมเปญ ลามไปยังทั่วประเทศกัมพูชา

ทั่วหัวระแหง คอเมาท์ทั้งขาประจำและขาจร ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างเอิกเริก ไม่เว้นแม้แต่ในที่ทำงานของผมเอง ที่ตั้งวงแสดงความเห็นเรื่องนี้กันตั้งแต่เช้า จนตอนบ่ายก็มีข่าวลือข่าวปล่อยออกมาเรื่อยๆ บ้างก็ว่าตอนนี้ราคาขยับไปถึง 40 ล้านแล้ว

 ผมพอจะสรุปเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากข่าวนี้ ได้ดังนี้ครับ
1. เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างกว้างขวาง แบ่งได้เป็นสองส่วน คือ
     -ส่วนที่เห็นด้วย อันนี้น่าจะนำทีมโดยว่าที่แม่ยายทั้งหลาย ที่คิดว่า ตนควรมี
       ส่วนในการคัดกรองลูกเขยแบบนี้บ้าง ควรได้มีส่วนในการกำหนดราคาสิน 
       สอดทองหมั้นได้มากขึ้น 
     -ส่วนที่ไม่เห็นด้วย นำทีมโดยลูกสาวและว่าที่ลูกเขย ซึ่งว่าทีลูกเขยเดือดร้อน
      จากที่ว่าที่แม่ยายได้มีการเรียกพบ เพื่อหารือเรื่องสินสอดทองหมั้นใหม่อีก
       ครั้ง ในด้านลูกสาวก็โดนกดดัน ให้มีความเชื่อฟังพ่อแม่ โดยยึดนางสาวลำออง เป็นตัวอย่าง
       ผมดูๆแล้ว พวกที่สองมีเยอะกว่าครับ กลายเป็นกระแสก่นด่าคุณหญิงแม่กันอย่างอึงมี่เลยทีเดียว หาว่าทำลายประเพณีเก่าแก่ที่ดีงาม

2. ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวอย่างรุนแรง -มีข่าวออกมาว่า ราคาที่ดินปรับตัวลดลงอย่างน่าแปลกใจ ที่ดินผืนงามๆในกรุงพนมเปญ ลดราคาลงมากว่า 50% ของราคาเดิมเลยทีเดียว มีการวิเคราะห์กันว่า เกิดจากการเทขาย เพื่อเตรียมเงินไปประมูลนางสาวลำอองคนงาม ไม่เว้นแม้แต่วงการรถยนต์หรู ที่มีการเทขายอย่างผิดสังเกตุ

 

 

 มาเช้าวันนี้ หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ ออกมาขอโทษเรื่องข่าวของเมื่อวานนี้ ว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด คุณหญิงวรนาถอะไรเนี่ย ไม่มีตัวตน แต่เรื่องนี้ เป็นพล๊อตในละครเรื่อง "กรุเปย์จำแรย" หรือแปลเป็นไทยว่า "วิวาห์พิศวง" ที่จะออกฉายทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง

 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

คอดราม่า เซ็ง!! อารมณ์ค้างเป็นอย่างยิ่ง!!


Occheuteal Beach@Senanoukvile

posted on 26 Aug 2009 23:47 by kamolnum147

 

เอนทรี่ที่แล้ว ขับรถวนเที่ยวกันรอบเมือง มีอีกหลายๆที่ที่ยังไม่ได้เข้าไปดู ขอต๊ะไว้คราวหน้าดีกว่า ตอนนี้ชักอยากเอนกายบนที่นั่งชายหาด นอนผึ่ง จิบเครื่องดื่มเย็นๆให้คลายร้อนกันซักหน่อยดีกว่า

 

เราเลือกหาดที่เจี๊ยวจ๊าวที่สุดของที่นี่ ที่คิดว่าพลุกพล่านไปด้วยสาวในชุดบิกินี่สีสดใส ลงเล่นน้ำอย่างเริงร่า หรือนอนอาบแดดอย่างเย้ยฟ้าท้าดิน

 

นึกแล้วก็เร่งเครื่องไอ้ฟ้าคำรณ ให้ทะยานไปยังที่หมายไวไว

 

หาดที่เราเลือก เป็นหาดที่ถูกจัดให้ติดอันดับ8 ใน10 อันดับหาดที่สวยที่สุดของทวีปเอเชีย หาดนี้ชื่อหาดโอจีเตียวครับ

โอจีเตียวเป็นหาดทอดยาวประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นหาดที่มีอ๊อพชั่นครบครันสำหรับเป็นหาดมหาชน ซี่งประกอบด้วยร้านอาหาร บาร์เบียร์ เก้าอี้อาบแดด ร่มชายหาด แม่ค้า และแน่นอน ยาเสพติด

มาถึงร้านที่เลือกนั่งกัน รูปบนนี้มองไปด้านซ้ายครับ ผมนั่งบนเก้าอี่โซฟาหวายทรงกลม มีเบาะนุ่มๆสีน้ำเงิน ผมไม่เคยนั่งเก้าอี้แบบนี้ มันสบายมากๆเลยครับ

รูปนี้วิวที่หันไปทางขวา ที่เห็นลิบๆสุดตา คือหาดยอดฮิตอีกหาด Serendipity beach ครับ

 

ย้ายหลบแดดเข้าไปในร้าน เครื่องดื่มเย็นๆมาเสริฟ์ นอนเอนเหยียดบนโซฟาหวายนุ่มๆ หลับตาพริ้ม ถอนหายใจยาวยืด อารมณ์นี้ ทำให้รู้สึกว่า ทริปนี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

 

ลืมตา เห็นใครมาวักน้ำอยู่ต่อหน้าต่อตา กดแชะซักหน่อย

 

จากนั้น ความสงบเริ่มจางหาย กองทัพแม่ค้าเริ่มกระโจนใส่ มากันเยอะจริงๆครับ ขายผลไม้ ขายแว่นตา ขายอาหารทะเล นวดชายหาด ขายสร้อยคอ ขายถั่ว โอ๊ย จาระไนไม่หมด มากันเยอะจริงๆ บิกิน่ง บิกินี่ ไม่ได้ดงไม่ได้ดูแล้ว

ก็เลยเปลี่ยนฟิลล์ มาถ่ายรูปแม่ค้าแทน

นางนี้ขายกั้งทอด เหลืองอร่าม เสียดายที่ไม่ได้กิน กลับมาพนมเปญแล้วมีคนบอกว่าอร่อยมาก ได้กินหรือเปล่า ไมมันไม่บอกกูก่อนไปวะ

 

นั่งไปเรื่อยๆ มีเด็กน้อยมาเสนอขายบุหรี่ พวกเราเตรียมกันมาเรียบร้อยแล้ว เลยปฎิเสธไป แต่ฝรั่งโต๊ะข้างๆ อุดหนุ่นเธอไปหนึ่งซอง

ซักพัก ก็ได้กลิ่นหอมเอียนๆ โชยมา
อืมม์ บุหรี่พิเศษนี่หว่า หันมองไป ฝรั่งยื่นให้ ชักชวนลอง

ผมส่ายหน้า มันไม่ใช่ทางของผมครับ แต่รับซองมาขอถ่ายรูป
"พันลำ"ชั้นดี บรรจุซองมาเรียบร้อย

ถ้าเห็นยี่ห้อ Hero ร้อยทั้งร้อย สอดใส้กัญชาครับ ซองละ 5 ดอลล่าร์

 

กลับมามองแม่ค้าต่อ
นางนี้ขายผลไม้ ทานอะไรไปด้วยก็ไม่รู้

 

ผลไม้เหมือนกัน เคยลงให้ดูแล้วรูปนี้ ขอซ้ำ

น้องหนูคนนี้ ตามแม่มาให้บริการนวด ดูสายตาเธอสิครับ

 

คุณพิศณุ หรือไอ้ณุของเรา เลยอุดหนุนซะหน่อย หนึ่งชั่วโมง 5$

 

 เรานั่งกันไปเรื่อยๆ เป็นบรรยากาศสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงอย่างแท้จริง

จนเย็นย่ำ ก็ลงเล่นน้ำทะเลกัน เป็นครั้งแรกในรอบ สิบปีล่ะมั้งที่ผมเล่นน้ำทะเล รู้สึกดี เหมือนเจอเพื่อนเก่าครับ รูปที่ผมเล่นน้ำ น้องก็ถ่ายมา แต่ไม่ลงให้ชม กลัวซิ๊กแพ็คจะจิ้มตาคนอ่าน เอิ๊กๆๆๆ

 

เอนทรี่หน้า ชมบรรยากาศยามเย็น และอาหารเย็นเล็กๆน้อยๆครับ

edit @ 27 Aug 2009 00:12:43 by กมลหนุ่ม

ผมควบเจ้าฟ้าคำรณ เจ้ารถคู่ใจ ออกจากพนมเปญซักบ่ายสามโมงกว่าๆ ใช้ทางหลวงหมายเลข4 วิ่งลงใต้มาเรื่อยๆ

 

เส้นทางหมายเลข4 เป็นถนนสองเลนครับ สภาพถนนดีพอสมควรเลย ถ้าเทียบกับทางหลวงหมายเลข6 ที่เป็นเส้นทางพนมเปญไปเสียมเรียบ สองข้างทางในช่วงแรก จะผ่านโรงงานอุตสาหกรรม เรียงรายกันเต็มไปหมด ขับรถต้องระวังมากๆ เพราะได้เวลาเลิกงานของน้องๆสาวโรงงานพอดี

 

ขับๆมาก็จะผ่านจังหวัดแรก จังหวัดกำปงสปรือย์ จังหวัดนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวคืออุทยานแห่งชาติคีรีรมย์ แต่ผมคงไม่แวะ เพราะอยากทำเวลาให้ถึงสีหนุวิลล์ไม่ค่ำเกินไปนัก เพราะรู้ว่าขับรถกลางคืนที่นี่จะมืดและเปลี่ยวมาก

 

เส้นทางบางช่วงก็สวยดี ดินสีแดงตัดกับถนน มีต้นไม้ริมข้างทางครื้ม

 

ขับมาถึงแยกที่จะเลี้ยวขวาไปจังหวัดเกาะกง เส้นทางก็เริ่มไต่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภูมิประเทศสวยดีครับ เขียวครึ้มสบายตา

 

และก็มาถึงจุดที่ต้องแวะครับ โดนกำชับกำชามา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถที่ผ่านทางนี้ ทุกคันจะจอดแวะที่นี่ครับ เป็นศาลตั้งเรียงรายกันเป็นแถวยาวกว่าห้าสิบเมตร เลียบเหวลึกที่อยู่เบื้องหลัง

 

ที่ต้องแวะเพราะเค้าบอกกันว่า ให้ลงมาสักการะ เพื่อจะได้คุ้มครองความปลอดภัยในการเดินทาง สมาชิกชมรมคนปอดแหกอย่างผม ก็ต้องเชื่อเค้าไว้ก่อน

 

เค้าบอกว่าให้ซื้อธูป แล้วเอาไปปักตามศาล แต่เค้าก็ไม่ได้บอกว่าให้ปักกี่ศาล ผมเองก็นึกว่ามีแค่ศาลสองศาล ไม่นึกว่ามีมหาศาลอย่างนี้

 

เอาไงดีวะ

 

ไม่รู้ว่าศาลไหนดูแลโค้งไหน ก็ปักมันซะให้ทุกศาลนั่นแหละ coverให้หมด จะได้อุ่นใจ ว่าแล้วก็ซื้อธูปกำใหญ่ ไล่ปักไปเรื่อยๆ ที่นี้ก็ถกเถียงกันอีกว่าปักกี่ดอก เวรล่ะสิ ถามเค้ามาไม่หมด แต่ก็โชคดีที่มีคนปักให้ดูเป็นตัวอย่าง สรุปคือศาลละดอกครับ

 

มาถึงช่วงปลายๆ มีทีเด็ดกว่านั้น เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา จะเป็นศิวลึงค์ยักษ์ขนาดหนึ่งคนโอบ ตั้งอยู่บนฐานทรงกลม มีร่องน้ำโดยรอบ ขอบด้านหนึ่งบากเป็นร่องให้น้ำไหลออก

 

ประจำที่ฐานศิวลึงค์ มีจิ๊กโก๋วัยเด็ก ตักน้ำรดบนหัวศิวลึงค์ ไหลผ่านมาตามร่อง แล้วรองน้ำใส่ขัน ยื่นมาให้เรา

 

จิ๊กโก๋วัยดึกอย่างเราก็งงครับ ว่าให้มาทำไม จะให้รดหัวเป็นศิริมงคลน่ะเร๊อะ ม่ายน่อ ม่ายอาววว

 

จิ๊กโก๋วัยเด็กส่ายหัว จุ๊ปากจึ๊กจั๊กไม่สบอารมณ์ แล้วชี้มาที่ไอ้ฟ้าคำรณ ส่งท่าทางถามว่าของยูหรือป่าว พอรู้ว่าใช่ ก็เอาน้ำนี่แหล่ะ สาดโครมเข้าไปที่หน้าหม้อรถด้านหน้า จิ๊กโก๋วัยดึกก็เลยถึงบางอ้อครับ โชคดีที่ไม่ยกรดหัวตัวเองเข้าให้ ก็เลยต้องสมนาคุณจิ๊กโก๋วัยเด็กไปยี่สิบบาท

 

 

อุปปาทานหรือป่าวก็ไม่รู้ ไอ้ฟ้าคำรณมันวิ่งเรียบ เครื่องแรงขึ้นมาเป็นกอง

 

 

 

เดินทางต่อครับ ออกเดินทางบ่ายสามกว่า มาถึงสีหนุวิลล์ก็เย็นค่ำพอดี ได้ที่นอนเป็นโรงแรมเล็กๆ สะอาดสะอ้าน ในราคา 11$ ต่อห้อง ก็เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ

จากนั้นก็นัดแนะกับเอ็มและเต๋า น้องที่ทำงานที่นี่ พาไปตะลุยราตรีกัน เริ่มจากร้านอาหารเล็กๆริมหาด แล้วก็ไปคาราโอเกะกันต่อ ตีสามกว่าถึงได้กลับที่พักครับ

 

 

 

ตื่นมาสายๆ ออกไปทานข้าว โอว์ว์ แดดเปรี้ยงๆเลยวันนี้ และฟ้าใสมากๆ เป็นสีฟ้าจัดเลย รู้สึกโชคดี วันนี้คงถ่ายรูปได้สนุกแน่ๆ

 

 

เอาแผนที่เมืองสีหนุวิลล์มาให้ยลกันก่อน

 

 

 

ขับรถเล่นดูเมืองดีกว่า ไปกันให้ทั่วเลย เริ่มต้นที่นี่ครับ "วงเวียนสิงห์โตทอง" หรือ Golden Lion Traffic Circle

ตั้งอยู่ที่เบอร์ 1 ในแผนที่นั่นล่ะครับ อยู่ใจกลางเมืองเลย
อีกมุม

 

นอกจากวงเวียนนี้แล้ว เรายังเจอสัญลักษณ์เกี่ยวกับสิงห์อีกหลายแห่ง ค้นๆดูได้ความมาว่า เป็นเพราะพระนามของกษัตริย์ ที่เป็นชื่อของเมืองนี้ คือ สีหนุ มาจากคำสันสกฤตสองคำสมาสกัน สีห มาจากคำว่า ซิมหา แปลว่า สิงโต อีกคำคือ หนุ มาจาก ฮานุ แปลว่า Jaws รวมกันแปลได้ว่า The jaws of the Lion ครับ

 

แปลว่าไรอ่ะ Jaw ภาษาหมอ แปลว่า ขากรรไกร แต่ก็แปลได้อีกว่าก้ามหนีบ ถ้าให้ผมเดา คงเดาว่า กรงเล็บแห่งสิงโต กระมัง ถูกผิดขออภัยและวานชี้แนะนะครับ
(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

 

รูปนี้ถ่ายให้เห็นถนนเส้นหลัก ถนนเอกราชครับ Ekareach Street

 

 

จุดหมายต่อไป เบอร์2 ท่าเรือน้ำลึกครับ ตอนที่ไปถึง มันเงียบๆหงอยๆยังไงก็ไม่รู้ ตอนบ่ายๆที่ไป เค้าขนของกันเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เอารูปเหงาๆแต่ทะเลสวยมาให้ดูกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าเรือสีหนุวิลล์ เป็นท่าเรือน้ำลึกทางทะเลเพียงแห่งเดียวของประเทศ สามารถรองรับสินค้าระหว่างประเทศได้มากถึงร้อยละ 70 ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด

 

นอกจากนี้ท่าเรือสีหนุวิลล์ยังความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จากระดับน้ำทะเลชายฝั่งที่มีความลึกมากพอที่จะสามารถรองรับเรือสิน้าและเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งมีหมู่เกาะต่างๆที่เสมือนเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติให้กับท่าเรือสีหนุวิลล์ได้เป็นอย่างดี

 

ไปต่อกันที่เบอร์3 Independence beach

 

รูปจากกูเกิ้ลแมพ จะเห็นเป็นหาดที่ยาว ตรง ปลายหาดเป็นภูเขา ทำเอาผมนึกถึงหาดป่าตองที่ภูเก็ตบ้านผม มาดูรูปจริงกัน

ถ่ายจากในรถครับ ทางลูกรังที่เห็น เป็นทางเลียบชายหาด เหมือนป่าตองเมื่อสามสิบปีที่แล้วจริงๆ

 

ลงรถๆ

 

หันหลังกลับไปจะเป็นทางลูกรัง ทอดผ่านขึ้นเนินเขา บนนั้นจะมีรีสอร์ทเล็กๆ ตั้งอยู่ เลยข้ามไปอีก ต้องเอาโฟร์วีลไป เป็นหาดส่วนตัวครับ

 

 

เดินเข้าหน้าหาด หืมมม์ ทรายขาวจั๊วเลย

 

หาด Independence เนี่ย มีสิ่งปลูกสร้างน้อยมากครับ เวอร์จิ้นใสปิ๊งจริงๆ ในรูป บริเวณทราย จะเห็นรูปูลมอยู่เต็มไปหมด ผมเองไม่มีอารมณ์เล่นจับปูลมตอนนี้ มันร้อนมากๆเลย

 

หาดๆนี้ในช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ขับรถมาเที่ยวกัน ปูเสื่อปาร์ตี้จากอาหารและเครืองดื่มที่เตรียมกันมา เลยเห็นขยะเกลื่อนกลาดไปหมด น่าเสียดายจริงๆ

 

หาดต่อไป เบอร์4 ในแผนที่ Sokha Beach

 

หาดนี้เป็นหาดส่วนตัวของโรงแรมสุขา ในเครือSokha Group นี่ขาใหญ่ครับ มีอิทธิพลล้นเหลือในกัมพูชา เอาเบาะๆ ในเสียมเรียบ ค่าเยี่ยมชมปราสาทที่คิดกันวันละ 20$ ต่อคน บริษัทนี้เป็นคนจัดเก็บครับ และในหาดสุขานี้ คนนอกห้ามเข้าครับ ผมเลยได้แต่ถ่ายรูปปลายๆหาดมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หันไปทางขวา ก็จะเห็นพี่ยามยืนคุมเชิงอยู่ ชาวบ้านที่อยากมาเที่ยว ก็ต้องนั่งกันแถวๆนี้ ห้ามล่วงล้ำเข้าไปหน้าโรงแรม

เอนทรี่นี้ชักจะยาวแล้ว ยังมีอีกหาดที่ผมไปนอนเขลงมา ชื่อหาดอ๊อกชูเตียวครับ หาดนั้นค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยคนที่มาเที่ยวกัน ยกยอดไปเอนทรี่หน้านะครับ

 

ลาไปด้วยรูปนี้ แสงตกกระทบน้ำทะเลสีสวย เกิดโบเก้เป็นร้อยๆดวง
เสียดายที่เพิ่งสังเกตุโบเก้ในรูปนี้ เมื่อแสงเกือบหมดแล้ว ไม่งั้นคงต้องมีถ่ายซ่อมครับ

สวัสดีครับ วันนี้จะพาไปเที่ยวกันดีกว่า และขอตั้งชื่อเอนทรี่ให้เข้ากลุ่มสาวๆซะหน่อยนะ "กมลหนุ่ม.........ที่สีหนุวิลล์"

ผมได้ยินชื่อสีหนุวิลล์ หรือกำปงโสมมานานแล้วครับ ในฐานะเมืองตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่ ไฮโซไฮซ้อขแมร์นิยมไปเที่ยวกันมาก

ได้ยินได้ฟังครั้งแรกก็เฉยๆ ก็ผมมันเด็กทะเลนี่ครับ อยู่เกาะภูเก็ตมาตั้งแต่เกิด
สีหนุวิลล์หรือจะมาสู้ไข่มุกอันดามันได้ เชอะ เด็กๆ

แต่ในที่สุด โอกาสก็มาถึง เดือนนี้มีวันหยุดระหว่างเดือนติดกันอยู่สองวัน ตอนแรก เจ้านายชวนไปเที่ยวเวียตนาม แต่แล้วก็เป็นอันชวด ไม่ได้ไปเพราะคิดๆดูแล้ว มีเวลาสองวัน เสียเวลาเดินทาง
แถมค่าเครื่องบินก็แพงเอาเรี่องทีเดียว ทริปเวียตนามก็เป็นอันพับไปก่อน

วันก่อนได้มีโอกาสเจอไอ้เต๋า น้องที่สนิทกัน เค้าทำงานอยู่ที่วิทยุการบิน และในช่วงนี้ ต้องไปอยู่ที่สีหนุวิลล์ยาว เพราะมีงานติดตั้งศูนย์ควบคุมการบินอยู่

"เต๋า สีหนุวิลล์เป็นไงมั่งวะ" ผมชวนคุย ขณะนั่งดื่มน้ำดอกคำฝอยกัน
"สวยดีพี่ ทะเลสะอาดมากๆ ใสแจ๋วเลย ทรายเนี่ยขาวเนียนเชียว"
"เหรอ เออน่าไปว่ะ ขับรถกี่ชั่วโมงอ่ะ"
"ประมาณสีชั่วโมงพี่ ทางโอเคเลย แต่รถเทรลเลอร์เยอะหน่อยนะ"

สีหนุวิลล์เป็นเมืองท่าด้วยครับ ใหญ่ที่สุดของเขมรเลยล่ะ และกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
เพื่อรองรับท่อน้ำมันจากทะเล ที่จะมาขึ้นฝั่งแถบๆนี้ด้วย

"อืมม์"  ผมชั่งใจ เป็นเพราะความขี้เกียจขับรถ เป็นส่วนหนึ่ง
"ที่กินที่เที่ยวเป็นไงมั่งวะ"
"โอเคเลยพี่ อาหารทะเลสดมาก ปูกุ้งปลา ไซส์มหึมา นั่งโซ๊ยกันริมหาดเลย
มีร้านอาหารนั่งชิลล์ๆติดหาดเพียบ"
"เหรอ เออดี" ผมเริ่มสนใจขึ้นมา
"สำคัญนะพี่ หยิงตรึม สวยๆแจ่มๆ แถมมีสาวเวียตมาแจมด้วย"

ก็นั่นล่ะครับ เท่านั้นแหล่ะ ประโยคสุดท้ายของไอ้เต๋า ทำให้ผมตัดสินใจได้เด็ดขาด
จากนั้นก็วางแผนเดินทาง โทรศัพท์ไปชวนอีกสองคน คือโก้กับณุ เพื่อนและน้องที่สนิทกัน
สองคนนั้นก็ดีใจหาย โดดงานตามผมไปด้วย เมื่อผมย้ำประโยคสุดท้ายของเต๋าให้พวกมันฟังบ่อยๆ

แล้วก็เอาไอ้ฟ้าคำรณ รถคู่ชีพของผมไปตรวจเช็คร่างกาย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
ถ้าจะขับรถเดินทางในเขมร อย่างไปสีหนุวิลล์ครั้งนี้ ระยะทางสองร้อยกว่ากิโลเมตร
แต่ใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมง เพราะเป็นทางสองเลนครับ ระหว่างทางจะหาปั๊มเรียงรายพรึดไปหมดแบบบ้านเรา
หรือถ้ารถเสียจะหาอู่ หรือรถลาก ก็ยากสุดๆ งั้นรถต้องพร้อมครับ

 

 ขั้นตอนต่อมา ก็หาข้อมูล ในเวลานี้ ถ้าเที่ยวในไทย ห้องบลูแพลเน็ตในพันทิป น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด ถ้าต่างประเทศล่ะก็ Lonely planet น่าจะเป็นแห่งแรกที่ควรจะเข้าไปดู

 

เมื่อครั้งไปเวียตนามคราวก่อนโน้น ผมไปเที่ยวอยู่สองเมืองครับ คือโฮจิมินห์กับ
ดาลัต ผมเห็นหนังสือLonelyPlanet ฉบับเวียตนามที่ร้านหนังสือในเมืองไทย ดู
ราคาแล้วแปดร้อยกว่าบาท ในใจคิดว่า แอบแพงว่ะ ซื้อที่เสียมเรียบน่าจะถูกกว่า ก็เลยมาซื้อที่เสียมเรียบ ได้ราคาแปดดอลล่าร์ครับ โหถูกกว่ามากๆ แปดร้อยกับ
สามร้อยบาท ในเวลานั้นคิดว่าฉลาดจังเลยกรู

 

เอ่อ ปรากฎว่า มันคือของปลอมครับ ตัวหนังสือเลือนมากๆ และที่สุดก็คือ แผนที่
มันจาง จนดูไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นอยากเขกกะโหลกตัวเองหลายๆโป๊กเลยทีเดียว

 

กลับมาจากเวียตนาม ลองเข้าเวปLonelyPlanet ก็พบว่า เค้ามีให้โหลดครับ ในไฟล์พีดีเอฟ แต่เสียเงินนะ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ มันเลือกโหลดเฉพาะบทได้ครับ ไม่ต้องโหลดมาทั้งเล่ม ไปคราวนี้ก็เลยโหลดมาในบทจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคใต้มา

ได้รายละเอียดยิบๆของห้าจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคใต้ของเขมรมา ในจำนวน 44 หน้า ราคาโหลด 6.60$ ในนั้นบอกหมดครับ แผนที่ พักที่ไหน กินยังไง เที่ยวตรงไหนเป็นไฮไลท์ ช๊อปปิ้ง เดินทาง ฯลฯ  ก็ปรินท์ออกมาทั้งหมดครับ ติดรถไว้เลย

อันนี้แผนที่เดินทาง พนมเป็ญ-กำปงสปรีอ-สีหนุวิลล์ เดินทางผ่านทางหลวงหมายเลขสี่

 

ตอนแรกผมคิดว่า จะเขียนให้หมดในเอนทรี่เดียว ตอนนี้ดูๆแล้วคงจะยาวเกินไป เพราะมีรูปกว่าสี่สิบรูป ดูกันเมื่อยแน่ๆ ขอแตกหน่อเป็นสามเอนทรี่นะครับ

 

ขอปิดท้ายสีหนุวิลล์เอนทรี่แรก ด้วยภาพๆหนึ่งจากในทริป เป็นรูปที่ผมชอบที่สุดครับ
มีน้ำทะเลสีแบบนี้เป็นแบ็คกราวน์


ต้นเดือนมิถุนาที่ผ่านมา มีวันพิเศษของผมอยู่วันนึง เลยได้โอกาสชวนวนิดาออกไปทานข้าวข้างนอก ชวนเธอไปร้านTopaz ครับ เล็งเอาไว้นานแล้วร้านนี้

Topaz เป็นร้านอาหารฝรั่งเศส ที่ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในพนมเปญ และแน่นอนว่าแพงที่สุดด้วย

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ลองซักตั้งซิ

หน้าร้านครับ ดูสวยงามทีเดียว เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร ชั้นสองเป็นเปียโนบาร์ และดาดฟ้าเป็นบาร์กลางแจ้ง เห็นห้องด้านซ้ายไม๊ครับ เป็นห้องเก็บไวน์ขนาดมหึมาเลยทีเดียว

 

เดินเข้ามา มองไปทางขวา ในส่วนห้องอาหาร

 

ผ่านประตูเข้ามา เห็นห้องเก็บไวน์เต็มๆ

 

เลี้ยวขวา เข้าส่วนของห้องอาหารแล้วครับ

 

ในส่วนของร้านอาหารครับ สวยงามพอควรเลยทีเดียว

 

ผมเลือกโต๊ะนี้ ดูเป็นส่วนตัวดี มีวิวสวนกลางคืนเล็กๆให้ดูด้วย

 

ขอเมนูมาดู เป็นภาษาฝรั่งเศสกำกับด้วยภาษาอังกฤษ มีทั้งสั่งเป็นจานๆ  หรือสั่งรวมเป็นคอร์สมาเลย
ผมกะวนิดาเลือกเป็นคอร์สครับ จะได้ไล่กันตั้งแต่เรียกน้ำย่อย ยันของหวานไปเลย และสั่งแค่คอร์สเดียว กินกันสองคน ถ้าไม่อิ่มค่อยสั่งเป็นจานเพิ่ม
อาหารแต่และอย่างในคอร์ส ก็จะมีสองอย่างให้เลือก ก็ลองจิ้มๆเลือกไปครับ

 

วันนี้พกขวดนี้ไป แช่เย็นเจี๊ยบๆไปเรียบร้อย แต่รอบคอบครับ ถามน้องบริกรเค้าว่ามีค่าเปิดขวดป่าว
"25 dollar sir"
อ๊ะจ๊ากกก แม่จ้าวว ค่าเปิดแพงกว่าราคาไวน์ซะอีก เลยเก็บขวดนี้ลงกระเป๋าครับ

 

เลยขอเมนูไวน์มาดู ราคาสยดสยองทั้งสิ้น เลยจิ้มๆสุ่มเอา ได้ขวดนี้มา ราคาพอรับได้

 

ตามพิธีกรรมกินไวน์ น้องบริกรเอาขวดมาให้ดู เปิดขวด ยื่นจุกก๊อกมาให้ทัศนา แล้ว
รินมาให้ชิมจิ๊ดนึง 

 

ไวน์เข้าปากอีกแรก ตามพิธีกรรมก็ต้องเอาไปกลั้วที่ใต้ลิ้นให้ต่อมรับรสมันกำซาบไปให้ทั่วถึง
"หืม แมร่งเปรี้ยวจังว่ะ ไวน์ไรวะเนี่ยยยย"
แต่ก็ต้องฟอร์ม พยักหน้าให้พี่บริกรหงึกๆๆ ประหนึ่งว่า ใช่แล้ว รสเนี้ยแหล่ะ ตัวนี้ อั๊วกินบ่อยยย

จากนั้นพี่แกก็เอาไวน์ไปรินใส่อีกขวด ที่เรียกกันว่า Decanter นับว่าเพื่อให้ไวน์มันคลายตัว รับอ๊อกซิเจ้นซักหน่อย

พักตัวเสร็จ     เอ้า รินโลด

 

Decanter อันนี้สวยมาก ใหญ่เบ่อเริ่ม เวลารินก็จับมือเดียว เสียวขวดหล่นเป็นยิ่งนัก แต่เมื่อลองจับดู มันจะมีรอยบุ๋มที่ก้นขวด เวลาจับก็ถนัดมือดีครับ

 

วนิดาเห็นขวดนี้ ทำตาโต พลางร้องบอกว่า
"สวยๆๆๆๆ หนูจะเอา หนูจาอาววกลับบ้านนนน"
เหม่ เดี๋ยวปั๊ดโบกเลย ขวดขนาดนี้ ไม่ใช่ที่เขี่ยบุหรี่นะว๊อย จะได้แฮ๊บกันง่ายๆ

 

ระหว่างนั้น มีเชฟเดินมาที่โต๊ะครับ เป็นฝรั่งรูปร่างอ้วนใหญ่ พี่แกมาจับขวดไวน์หมุนๆดูซักพัก แล้วยิ้มยิงฟันให้ผม แล้วพี่แกก็เดินกลับครัวไป

เหลือบดูเมนูพิเศษหน่อย เห็นราคาสเต็คที่บอกว่าลายหินอ่อนที่นุ่มโคตรๆแล้วให้อ่อนอกอ่อนใจ ไว้ถูกหวยก่อนค่อยว่ากัน

จานแรกมา ขนมปังครับ 

 

ขนมปังร้อนกรุ่นมาเลย ผมชอบกินแบบนี้ ผ่ากลาง แล้วเอาเนยหมกๆไว้ซักครู่ แต่ถ้ากินแบบผู้ดีหน่อย ก็ต้องบิทีละชิ้น แล้วเอาเนยป้าย อย่างนั้นไม่ค่อยทันใจโก๋ครับ

 

ขนมปังอร่อยครับ กรอบนอกนุ่มเหนียวข้างใน อีกซักพักจานแรกก็มา

เป็นของอภินันทนาการจากเชฟครับ มาสองช้อน เป็นไก่ช้อนนึง อีกช้อนเป็นปลาหมึก รวนมากับเครื่องเทศและเนย อร่อยดีครับ

และคุณเชฟก็เดินกลับมา บอกว่าปรุงจานนี้โดยเฉพาะเพื่อปรับลิ้นให้รับกับไวน์ที่เราสั่ง
โห พี่ เวอร์ไปไม๊เนี่ย ที่พี่มาหมุนๆดูไวน์ผมเนี่ย เพื่อกลับไปปรุงกับข้าวมาให้เหรอ
แต่ก็แปลกดีครับ ผมจิบไวน์อีกอึก ไวน์ที่ชิมว่าเปรี้ยวในตอนแรก กลายเป็นหวานหอมได้ยังไงก็ไม่รู้ นี่ไม่ได้พูดเกินจริงนา มันรู้สึกได้จริงๆ

น้องๆบริกร เตรียมเสริฟอาหาร

และแล้ว จานแรกของคอร์สก็มา
Foie gras de canard Maisan cuit au torchon  หรือ
Home made fresh French foie gras cooked in a towel

 

มันก็คือตับบดนั่นแหล่ะครับ แอบติดใจแร๊กวางขนมปัง เก๋ดีเหลือเกิน

 

ปาดมาชิ้นหนาๆ วางบนขนมปังกรอบ วางหน้าด้วยเยลลี่ผลไม้
อร่อยครับ แต่ถ้าพูดกันจริงๆ ตับบดร้านจานสวย อร่อยกว่า (จริงไม๊หมี)

 

จานต่อมาครับ
Saint-Jacques roties au cavier et pates Papillon au basillic หรือ
Roasted scallops with caviar and Butterfly pastas flavored with basil
แปลมั่วๆว่า หอยเชลล์ย่างกับไข่ปลาคาเวียร์กินกะเส้นbutterflyปรุงด้วยโหระพา

 

ลองดูใกล้ๆ แป้งพาสต้าทำเป็นรูปผีเสื้อ หอยเชลล์ชิ้นใหญ่ เม็ดดำๆนั่นคือไข่ปลาคาร์เวียร์ วางหน้าด้วยชีสแผ่น

จานนี้สำหรับผม ไม่ค่อยปลื้มครับ แป้งที่เป็นรูปผีเสื้อ ไม่มีรสชาติใดๆเลย ซอสก็เลี่ยนๆหน่อย แต่ก็ทานกันเกลี้ยง

จานต่อมา ถึงเวลาเมนคอร์สแล้วครับ

 

มันคือ Jarret d'agneau cuit en cocote et ses petits legumes หรือ
Lamb shank cooked in a pot with small vegetables

 

เป็นขาแกะตุ๋น มากับเครื่องเคียง ที่เป็นผักต่างๆ ที่แปลกตาก็คือกระเทียมเผา ให้มาหนึ่งหัว

ลองเปิดให้ดูซะหน่อย

 

ตักใส่จานพร้อมหม่ำครับ ชอบมันฝรั่งและแครอท ที่เค้าทำมาในทรงลูกรักบี้

 

อร่อยดีนะครับ เนื้อแกะนุ่มมากๆ เกรวี่ก็เยี่ยม แต่สำหรับผม ยังรู้สึกว่ามันไม่ถึงใจ
รู้งี้สั่งเนื้อดีกว่า (บ่นๆๆๆ)

เมนคอร์สผ่านไป ได้เวลาของหวานแล้วครับ ช้อนด้ามยาวมาก่อนเลย

 

เราเลือก Coupe Topaz หรือ Marinated fruits in orange juice with lemon sherbet

 

อร่อยมากมายครับถ้วยนี้ สดชื่นมากๆ วนิดาออกปากว่าไอติมเชอร์เบทมะนาว เหมือนยังกะไอติมมาร์กาเร็ตต้าเลย เจือเหล้าเข้าไปด้วยหน่อยๆ

 

ดูใกล้ๆ อ้ามม ป้อนนะครับ

 

มาถึงตอนนี้ เราสองคนก็อิ่มกันพอดีๆครับ ที่ว่าจะสั่งเพิ่มเป็นจานๆ ก็ไม่ต้องแล้ว ท้ายสุด ก็มีเสริฟกาแฟ และแถมช๊อคโคแล็ตมาให้อีกจาน
ช๊อคโคแล็ตอร่อยมากๆๆๆครับ

 

สรุปตอนท้าย มาทานร้านอาหารหรูๆ นานทีปีครั้ง Topaz ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ แม้ว่าไม่ชอบรสชาติของบางจานไปบ้าง แต่บรรยากาศร้าน และเรื่องบริการนี่ ให้สิบเต็มสิบเลย
มาทานสองคน แต่สั่งคอร์สเดียว แต่พวกขนมปังหรือกาแฟ เค้าให้สองคนเต็มๆ
เติมเพิ่มได้ไม่อั้น และเวลากินอาหารหมดไปจานหนึ่ง เค้าเปลี่ยนจานตรงหน้าของเราทุกครั้ง น้องๆบริกร ฝึกกันมาอย่างดีเยี่ยมครับ

ส่วนค่าเสียหาย อยู่ประมาณร้อยกว่าดอลล่าร์ ไม่เป็นไรครับ นานๆที

 

เพิ่งกลับมาโรงแรมครับ ไปทานข้าวมา ตั้งใจเลือกร้านอาหารที่ไม่ห่างโรงแรมเท่าไหร่ เพราะมีเตือนมาว่า ถ้าทีมเวียตนามชนะ เมืองไซ่ง่อนปั่นป่วนบ้าคลั่งแน่ๆ

 

ก็เป็นไปอย่างที่เค้าเตือนมาครับ โดยเฉพาะชนะทีมไทยหวุดหวิดแทบจะนาทีสุดท้าย อารมณ์ฝูงชนที่นี่ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ฝูงมอเตอร์ไซค์นับล้านคัน ออกมาตามท้องถนน บรรยากาศสุขสันต์ อลเวง และคลั่งกันสุดๆ

เกมจบไปแล้ว ฉิวเฉียดจริงๆ ก็ต้องทำใจครับ

 

ผมใช้เวลากว่าชั่วโมง ฝ่าฝูงชน ถ่ายรูปไป เดินกลับโรงแรมไป ถ่ายรูปไปประมาณห้าร้อยกว่ารูป สนุกมากๆ ตื่นเต้นกับอารมณ์ฝูงชนมากๆเช่นกัน

 

ขอนำเสนอนะครับ กลายเป็นนักข่าวอาสาโดยจำเป็น รูปชุดแรกๆ จะเป็นเมื่อไม่กี่นาทีหลังจากรู้ผล และรูปชุดต่อๆมา ฝูงคนมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่น่าเชื่อ

 

ลงรูปเรื่อยๆนะครับ

 

หลังจากรู้ผลซักสิบนาที คนเริ่มทยอยออกมา

ผ่านไปยี่สิบนาที ฝูงมอเตอร์ไซค์ มากมายขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเต็มท้องถนน

ผมเองครับ กมลหนุ่ม บอลแพ้แล้วทำใจ ขอเนียนๆ ยินดีกับเค้าไปด้วย

 

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หลังการแข่งขัน ทุกๆสี่แยก เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์และฝูงชนที่ดีใจกันสุดๆ

 

ชมความหนาแน่นบริเวณสี่แยก รถมาจากทุกทิศทุกทาง มากองกันตรงกลาง ทุกคันบีบแตรเสียงดัง ชาวบ้านร้านข้างๆ ก็เอากะละมัง ฝาหม้อ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดเสียงได้ มาเคาะกันสนั่นริมทาง ริมถนนกันเลย ธงแดงโบกสะบัดไม่หยุด

อืมม์ กระเทยก็มา

 

แม่ค้าคนนี้ ขายดี มือไม้สั่นเลยครับ

 

ลาไปด้วยรูปผมเอง กำลังเดินกลับโรงแรม กลับมาอัพเอนทรี่นี้แหล่ะครับ

 

ลงรูปหมดแล้ว เยอะจริงๆเลย ตอนนี้นั่งอยู่ในโรงแรม ยังได้ยินเสียงจากนอกถนนดังอยู่ไม่ขาดสาย ทั้งแตร ทั้งโห่ร้องดีใจ

เดี๋ยวชวนวนิดาออกไปกันอีกรอบดีกว่า โอกาสอย่างนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ

บะบายครับ

ปัดฝุ่น(2)...ปราสาทตาพรหม

posted on 30 Oct 2008 14:23 by kamolnum147

มาเที่ยวกันต่อนะครับ วันนี้จะพาไปปราสาทตาพรหม

ไกด์สุวรรณาเห็นพวกเรายังอ่อนเปลี้ยเพลียแดด ก็เลยแนะนำให้เราเข้าปราสาทในประตูทางทิศตะวันตก
 ซึ่งเดินเข้าปราสาทได้ใกล้กว่า น่ารักจริงๆตาคนนี้ เพราะผมจำได้ว่าคราวที่แล้วที่มา เข้าประตูด้าน
ตะวันออก แล้วต้องเดินอีกซักพักใหญ่ๆเลย กว่าจะถึงตัวปราสาท

ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกครับ

 

มุมนี้ ตอนผ่านประตูเข้ามาแล้ว

 

ผ่านเข้ามาก็จะมีทางเดินเข้าปราสาท ที่เห็นเป็นกลุ่มๆนั่น จะเป็นเจ้าหน้าที่คอยตรวจตั๋วผ่านทางครับ

 

นี่เข้ามาถึงชั้นในแล้วครับ ผ่านกำแพงเข้าไปก็จะเป็นตัวปราสาทแล้วล่ะ
ปราสาทตาพรหมเนี่ย ก็เต็มไปด้วยซากหินกองระเกะระกะ สุวรรณาบ่นว่า เนี่ยบูรณะกันมากว่าสามสิบปี
แล้ว ก็ยังไม่เสร็จซักที แต่ผมมองแล้วชอบ มันเหมือนกับเป็นนครลี้ลับ ที่ซ่อนตัวอยู่ในไพรลึก ให้อารมณ์
แฟนตาซีดีมาก ก็ไม่แปลกใจล่ะครับที่หนังดังของฮอลลีวูด เลือกที่นี่เป็นฉากหนึ่ง ที่ประทับใจคนทั้งโลก

 

ภายในตัวปราสาท ก็จะเห็นต้นสะปรง ที่รากของมันขนาดบิ๊กบึ้ม ปกคลุมอยู่ทั่ว จนกลายเป็นสัญลักษณ์
ที่มีเสน่ห์ของปราสาทตาพรหม ปราสาทที่ลวดลายปฏิมากรรมถูกทำลายไปเกีอบหมดสิ้น

 

พักสายตา ขอเปิดตัวไกด์ของเรา "สุวรรณา"
อย่างที่เคยบอก สุวรรณาเป็นไกด์ประจำของเราครับ เวลาแขกไปใครมา จะใช้บริการเขาตลอด
ที่ผมอยากจะให้มีไกด์ไปด้วย เป็นเพราะจะได้ไม่น่าเบื่อ จะได้อธิบายให้เราฟังได้ว่า หินแผ่นนี้ ลวดลายนี้
มีความเป็นมายังไง แถมยังชี้จุดถ่ายรูปที่สวยๆ ที่บางทีไปเองแล้วจะมองข้ามไป เหมาะสำหรับใครที่มีเวลา
ไม่มากครับ

สุวรรณาเป็นไกด์มืออาชีพ เสียงเขาจะก้องกังวาน มีมุกที่ไหลลื่น พูดได้ต่อเนื่องตลอดเวลา ในเรื่องการแต่งตัว
ไกด์ขแมร์จะใส่เสื้อแบบนี้ สีนี้เหมือนกันหมดครับ ดูแล้วเป็นระเบียบดี ส่วน accessary นอกเหนือ
 ก็แล้วแต่สไตล์แต่ละคน ในวันนั้นสุวรรณามาด้วยเสื้อไกด์ ผ้าพันคอเขมรแดง หมวก ห้อยกระเป๋ากระจุกกระจิก
บรรจุไปด้วยขวดน้ำ,แผนที่(เผื่อลูกค้าอยากดู)และหนังสือ แต่ที่โดดเด่นจนสายลมฯอุทานอย่างประทับใจ
ก็เห็นจะเป็นกางเกงสีฟ้าอมเขียวเลื่อมแสง ตัดกับอะดิแดสสีแดงแสบตาเปรี้ยวตีนอีกคู่ แค่นี้เราก็จำสุวรรณา
ได้ตั้งแต่ระยะยี่สิบเมตรแล้วครับ

 

นี่คืออีกหนึ่งของมุมมหาชนที่สุวรรณาชี้เป้า เขาบอกว่าเป็นกรอบรูปไม้ธรรมชาติ พร้อมทั้งชี้ชวนให้เราถ่ายรูป

ทริคอย่างหนึ่งที่ผมได้มา จากการใช้เลนส์ไวด์อย่างเดียวตลอดทริปก็คือ การถ่ายรูปคนครับ ถ้าเราใช้เลนส์ไวด์
ถ่ายรูปตามขวางกับนางแบบที่ค่อนข้างท้วมและอวบอิ่ม มันจะขยายให้ความอิ่มอวบเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ซึ่งผม
เองเวลาดูรูปแล้วชอบ เพราะมันดูเท่มากๆ แต่นางแบบไม่ปลื้มครับ ดูรูปแล้วบ่นงึมงัมไม่หยุด
"พี่ทำไมหนูหน้าบานอย่างนี้ล่ะ"
"พี่ไหงแขนหนูเป็นบาซุก้าเลยอ่ะ"
ทำให้นางแบบเราจิตตก เที่ยวไม่สนุก เห็นกล้องผมจะถ่ายเธอแล้วกังวลตลอดเวลา อย่างในรูป จะเห็นนางแบบกอดอกแนบแน่น แถมเอากระเป๋าปิดห่วงยางที่อยู่รอบเอวอีกตะหาก

แต่ถ้าพลิกกล้อง ถ่ายนางแบบในแนวตั้งอย่างในรูป ภาพที่ออกมามันคนละเรื่อง นางแบบที่อวบอิ่ม กลายเป็น
สูงเพรียวลมขึ้นมาทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ ทำเอานางแบบเราแฮ๊บปี้สดใสขึ้นมาอย่างทันตาเห็นเชียวครับ

 

รูปนี้เป็นพระพระพุทธรูป ที่ปกติแล้วจะประดับอยู่บนหน้าบัน แต่ในช่วงเปลี่ยนศาสนา จากศาสนาพุทธมาเป็นฮินดู พระพุทธรูปพวกนี้โดนทำลายเกือบหมดครับ แล้วเอาศิวลึงค์ไปประดับไว้แทน งั้นองค์นี้คงเป็นองค์ที่หลงหูหลงตาจากการทำลายล้างครั้งนั้น ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีหินสลักเป็นรูปเท้ามาประดับคู่อยู่ด้วย

 

อัปสราของปราสาทตาพรหมครับ สัดส่วนจะอ้วนกว่าปราสาทอื่น และเหลือรอด
สมบูรณ์จากการทำลาย อัปสราตัวอื่นๆส่วนใหญ่จะดูเหมือนซิลิโคนที่หน้าอกแตกระเบิด

 

รูปท้ายสุดของปราสาทตาพรหม เป็นมุมที่สุดๆแห่งมหาชน แองเจลีน่า โจลี่ เธอก็มากระโดดโลดเต้นอยู่ที่นี่
ปกติแล้วคนจะเยอะมากๆ จนแทบไม่มีทางที่จะถ่ายได้โดยไม่ติดคนเข้าไปด้วย วันนั้นที่ผมโชคดีครับ คนน้อย
มากๆ คงเป็นเพราะปกติแล้วนักท่องเที่ยวจะมาตอนเช้า แต่ผมไปตอนบ่ายๆแล้ว

รูปสุดท้าย เป็นมุมที่คุ้นตากันของนครวัด สุวรรณากำลังจัดมุมถ่ายรูปให้สาวๆกลุ่มเรา จะเห็นอดิแดสแดงแป๊ด
แพลมออกมานิดนึงครับ


จบทริปปัดฝุ่นแล้วครับ ผมสนุกสนานกับการใช้เลนส์อันเดียวเที่ยวทั้งทริปเป็นอย่างมาก ข้อดีคือได้ฝึกใช้เลนส์
ตัวเดียวให้เข้ามือ อีกอย่างคือไม่เสียเวลาเปลี่ยนเลนส์ไปมา เที่ยวได้คล่องตัวขึ้นเยอะครับ ถ้าใครมีกล้อง DSLR
ลองหาเลนส์มุมกว้างมาใช้ดูนะ จะได้มุมมองที่สนุกขึ้นเยอะเลยล่ะ เลนส์ตัวที่ผมใช้ เป็นของ Sigma 10-20
ครับ ราคากลางๆ ไม่แพงมากเหมือนเลนส์ค่าย

 

 

 

 


ปัดฝุ่น

posted on 25 Oct 2008 14:49 by kamolnum147

ผมมีกล้อง DSLR ตัวแรก(และตัวเดียว) เมื่อปีกว่าๆที่ผ่านมานี่ล่ะครับ 
ที่ซื้อก็เป็นเพราะต้องย้ายมาทำงานที่เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา 

โอ้วววว!!!! เมืองแห่งอารยธรรมย้อนสมัย ประกอบด้วยปราสาทใหญ่น้อยมากมาย 
ที่รอให้ผมไปเยือน ให้ผมไปได้ไปศึกษาศิลปอันเป็นอมตะนิรันดร์กาล
 ผมคงได้รูปดีๆแปลกใหม่ ดันตัวเองขึ้นไปเป็นช่างภาพมืออาชีพ

 โอ้วววว์!!!!!! มีปฏิทินเป็นคอลเลคชั่นของตัวเองทุกปี มีโปสการ์ด
ที่มีโลโก้ kamolnum ส่งกระจายไปทั่วทุกมุมโลก 

 

 

 

 ความฝันและความจริงมันช่างแตกต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ 
ผมออกไปถ่ายภาพปราสาทน้อยมากๆ เหตุผลหลักจริงๆโดยไม่เข้าข้างตัวเอง
ก็คือ "ขี้เกียจ" เพราะงานของผม บางครั้งมันต่อเนื่อง ข้ามวันข้ามคืน 
เวลาว่างส่วนใหญ่ก็จะเผ่นแน่บกลับเมืองไทย และเหลือว่างซักสองสามวันที่เสียมเรียบ
 พอถึงวันเวลานั้น มันก็ยากที่ผมจะลุกจากเตียง ฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุ 
ออกท่องปราสาท ก็เลยได้แต่ฝังตัวบนเตียงนุ่มๆ ในห้องเย็นฉ่ำ ดูดีวีดี 
อ่านนิยายอย่างมีความสุข ตกเย็นก็เข้าเมืองไปท่องอารยธรรมสมัยใหม่
 ถ้าถามผมว่าคาราโอเกะที่ไหนดี ราคาดริ๊งค์เป็นมิตรกับกระเป๋า
 มีน้องๆชาวเวียดนามเยอะเป็นพิเศษ มีเพลงไทยใหม่ๆให้ร้องอย่างจุใจ 
อันนี้ผมพอรู้ครับ

 

 อันข้างบนนี่พูดเล่นนะครับ (เผื่อภรรยามาอ่านเจอ หรือใครอ่านเจอแล้วไปบอกภรรยา)

 

และแล้ว โอกาสดีที่ผมจะได้ออกทริปถ่ายรูปปราสาทก็มาถึง มาติดๆกันสองครั้งเลยครับ เมื่อบล็อกเกอร์สายลมฯเธอผ่านมาเมื่อสองสามวันที่แล้ว และตามติดมาด้วยเพื่่อนๆบล็อกเกอร์อีกกลุ่มในต้นเดือนหน้านี้ 

 

เป็นเพราะสายลมฯเธอมาถึงห้าวัน เลยจัดทริปหลวมๆ ไม่แน่นมากนักถึงสามวัน ผมเองว่างวันเดียว เลยไปเฉพาะวันแรก เรากะกันว่าจะไป บันเตียสเริย์ ปราสาทตาพรม นครวัด และปิดวันกันที่พนมบาเค็งเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน

 

คืนก่อนเที่ยว ผมจัดกระเป๋ากล้องครับ และด้วยความตั้งใจที่จะให้บล็อกเกอร์ท่านนึง ใช้เลนส์นอร์มอลซูมของผมแทนของเธอเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า เลนส์ที่เธอมี ผมคิดว่ามันจับโฟกัสยากครับ ผมเคยใช้เลนส์อันนี้ และต้องขายออกไป เพราะถ่ายเบลอมากกว่าชัด ดังนั้น ไหนๆเธอก็จะมาทั้งที ก็น่าจะลองใช้ทั้งสองอัน ถ้าอันของเธอเบลอจริง ก็ยังมีของผมแทนที่

 

 ไอ้เลนส์นอร์มอลซูมเนี่ย มันก็คือเลนส์ที่มีซูมในช่วงสั้นๆ เช่นที่ผมมีก็ของ Tamron 17-50 f2.8 ที่คุ้นไม้คุ้นมือกันดี และใช้มากที่สุดในบรรดาเลนส์ที่มี อืมม์ แล้วถ้าผมไม่ใช้ตัวนี้จะใช้อะไรดี มีให้เลือกอีกสามครับ ท้ายสุดก็ตัดสินใจว่า เอาเลนส์มุมกว้างหรือไวด์ ติดกล้องไปตัวเดียวเลย ไม่เปลี่ยนเลนส์ใดๆทั้งสิ้น ลองดูซิว่าจะเป็นไง

 คิดได้แล้วก็เริ่มสนุกดีครับ ทีนี้ก็เอาเลนส์ออกมาปัดฝุ่น ปัดฝุ่นเลนส์ยังไ่ม่พอ ก็ต้องปัดฝุ่นความรู้เรื่องการควบคุมกล้องอีกด้วย เกี่ยวกับเรื่องวัดแสงอะไรพวกนี้ล่ะครับ ซึ่งผมเรื้อเวทีไปเนิ่นนานพอควร

 

วันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เราแวะรับไกด์ที่โทรนัดกันไว้ ไกด์คนนี้ชื่อ "สุวรรณา" ครับ เป็นไกด์พูดไทยกับอังกฤษได้ ปกติแล้วที่ทำงานผมใช้บริการจากนายสุวรรณามาตลอด เมืื่่อต้องรับรองแขกเหรื่อไปเที่ยว ต้องจองตัวล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ทีเดียว แต่ในช่วงเวลานี้ สุวรรณาเกีอบไม่มีงานเลยครับ ก็เป็นเพราะเหตุการณ์ระหว่างไทยกับเขมรนั่นเอง

  เอ่อ ออกตัวก่อนนะครับว่า เอนทรี่นี้ ไม่มีข้อมูลทางประวัติ์ศาสตร์สาระอะไรนะครับ เก็บบรรยากาศล้วนๆเลย และบอกเท่าที่จำได้ว่าอะไรชื่ออะไร และสะกดเอาจากคำอ่านของขแมร์เป็นหลัก ผิดถูกยังไงทักท้วงให้แก้ไขนะจ๊ะ


 
ออกตัวแล้ว ค่อยสบายใจหน่อย ฮิฮิ อ่ะ เราไปเที่ยวกันเหอะ


 
บันเตียสเริย์เหรอครับ บันเตีย แปลว่าป้อมปราการ, สเรย์ แปลว่าผู้หญิง รวมกันก็ ป้อมปราการแห่งสตรี (ฟังดูแปลกๆเนอะ) ภาษาไทยใช้คำว่า “บันทายสรี”


จากเมืองเสียมเรียบ ไปบันตัยสเริย์ก็ประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านทางลาดยางสองเลนเล็กๆ เราใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินทาง มาถึงก็เวลาประมาณเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า โชคดีครับ ฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ แต่อากาศเริ่มร้อนเชียว และแดดกำลังมา

 



 รูปแรก หมุดด้านหน้าของปราสาท ระบุว่า บันเตยสเรย์ได้เป็นมรดกโลกเมื่อปี คศ.1992 


 
 


ซุ้มประตู หรือที่เรียกกันว่าโคปุระ ด้านนี้เป็นด้านตะวันออกครับ เป็นทางเข้าไปยังปราสาท ถ้าเป็นสมัยก่อนนู้น ซักพันกว่าปีมาแล้ว ถ้าคุณกับผมมาด้อมๆมองๆแถวๆนี้ และอยากจะเข้าไปปราสาท ก็อย่าได้หวังจะเดินผ่านโคปุระนี้เข้าไป เพราะทางเดินตรงกลางที่เห็นเนี่ย สำหรับวีไอพีเท่านั้นครับ ไพร่สามัญชนอย่างเราๆต้องเิดินเข้าทางประตูที่เห็นอยู่ทั้งสองข้าง และจะมีทางเิดินต่างหากเลียบเข้าไป


 


 หน้าบันของโคปุระตะวันออก มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร

 

 


ลวดลายประดับของโคปุระครับ ค่อนข้างสมบูรณ์เนียนหน่อย คงเป็นเพราะไม่ค่อยถูกแดดถูกฝนกระมัง

 


อย่างที่บอกไป ผมเคยมาที่นี่ เมื่อซักเกือบสองปีมาแล้ว ในความเห็นส่วนตัวนะ คิดว่าบันเตียสเรย์ดูหมองลงไปพอสมควรเหมือนกัน คราวก่อนที่มา ดูแจ่มจรัสด้วยหินทรายสีชมพูกว่านี้ คราวนี้คิดว่าคราบดำๆ อันเนื่องมาจากฝนและตะใคร่มันเพิ่มขึ้น
 
ผมก็สอบถามยังกูรูปราสาท ที่ทำงานที่เดียวกัน กูรูให้ความเห็นแย้งว่า เป็นเพราะผมไปตอนเกือบเที่ยง ต้องไปตอนเช้าๆ จะเป็นเวลาที่แสงอ่อนๆตกกระทบหินทรายสีชมพู ได้ความสวยงามที่มลังค์ที่สุด พร้อมส่งสายตาเหยียดหยามมา คล้ายว่าทำไมขี้เกียจยังงี้ฟระ ผมก็ได้แต่กล้ำกลืน ทำไงได้ล่ะ เมื่อคืนอยากลันล้ากะน้องๆดึกไปหน่อย ไม่เป็นไรครับ ขอแก้ตัวอีกรอบ เพราะจะมีฮาร์ดคอร์บล็อกเกอร์ทัวร์มาอีกตอนต้นเดือน
 
หน้าบันอันนี้ คราวที่แล้วยังอยู่บนโคปุระชั้น3 อยู่เลย คงชะลอลงมาซ่อมแซมตัวโคปุระแน่ๆ

 

 

ลองซูมไปใกล้ๆ อันนี้เป็นหน้าบันที่ไว้ให้ไกด์ นายสุวรรณาปล่อยมุกครับ เค้าอธิบายว่า นี่เป็นรูปสลักนูนสูงในตอนหนึ่งของรามเกียรติ์ ตอนยักษ์ตนหนึ่ง (สุวรรณาว่ากุมภัณฑ์ บางหนังสือบอกว่าภิเภก) จับตัวนางสีดา อีกสององค์ด้านซ้ายขวา ก็เหาะตาม สุวรรณาถามว่า “องค์ไหนคือพระราม องค์ไหนคือพระลักษณ์” เพื่อนๆลองทายกันนะครับ บอกเหตุผลด้วย ว่าทำไมคิดอย่างนั้น

 

 

รูปนี้น่าเป็นโคปุระชั้น2 นะครับ มาดูรูปนี้ในจอคอมฯ แล้วอยากเขกกะโหลกตัวเอง นอกจากวัดแสงไอ้เวอร์ (เหมือนรูปที่ผ่านมาทุกรูป) แล้วยังจัดองค์ประกอบด้วนอีกด้วย ใช้เลนส์ไวด์ทั้งที ถ้าถอยออกมาหน่อย ยองก้นอีกนิด แล้วเสย ก็น่าจะเก็บได้หมด ยิ่งซูมรูปเข้าไป ดูลายบนหน้าบัน ก็เบลอครับ ตอนถ่ายคงรีบและร้อนมาก ไม่ปราณีต นี่แหล่ะครับ ฝุ่นกองใหญ่ที่ต้องปัดออกไป

 

 


อันนี้เป็นหอสมุด หรือเรียกว่าบรรณาลัย ที่มีหน้าบันทั้งสี่ด้าน

 


นี่เป็นหน้าบันฮ๊อตฮิต เป็นหน้าบันด้านทิศตะวันออกของบรรณาลัยทิศใต้ 
ด้านล่างจะเห็นทศกัณฐ์ซึ่งไม่รู้ว่าเปรี้ยวตรีนมาจากไหน อยากเข้าเฝ้าพระศิวะ
แต่ยามแถวนั้นไม่ยอมให้ขึ้น เลยทำหน้าอมยิ้ม เขย่าเขาไกรลาศมันซะงั้นแหล่ะ 
ทำเอาส่ำสัตว์ ช้างเก้งกวางลิงค่างรวมทั้งนรสิงห์กระเจิดกระเจิงไปหมด


พระอุมาที่ประทับอยู่กับพระศิวะด้านบน ตกใจร้องกรี๊ดดกระโดดตัวลอยขึ้นไปบนตักพระศิวะ


อ้าว!! งานเข้าล่ะสิทศกัณฐ์


พระศิวะกริ้วขาด เลยเอาพระบาทกดเขาำไกรลาศทับทศกัณฐ์เอาไว้พันปี
 (ที่เห็นเท้าด้านขวาจิกๆอยู่นั่นแหล่ะครับ) และต้องท่องมนต์สาธยายบูชาพระศิวะไปด้วย
 ครบพันปีจึงได้รับความเห็นใจ ปล่อยออกมาซ่าส์ได้เหมือนเดิม

 

หน้าบันอันนี้ ไม่แน่ใจว่าอยู่ทิศไหนของบรรณาลัยใด น่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพาลีกับสุครีพ นะครับ แต่ที่ไกด์ชี้ให้ดูเพราะจะมีร่องรอยกระสุนปืนอยู่หลายรูทีเดียว ยังโชคดีที่ไม่โดนทำลายไปทั้งหมด

 

 


รูปสุดท้ายครับ เป็นที่ถ่ายจากกำแพงด้านหลังย้อนออกไป เห็นปรางค์สามปรางค์ที่กั้นไม่ให้เข้าไปดู มุมนี้ก็เป็นมุมถ่ายรูปของมหาชนเช่นกันครับ

 

 

 

จริงๆแล้ว กะว่าจะรวบที่เที่ยวทั้งหมดสามแห่งในหนึ่งเอนทรี่ เขียนไปเขียนมา ชักยาวครับ
 งั้นผมยกยอดไปเอนทรี่หน้าก็แล้วกัน


edit @ 26 Oct 2008 18:50:12 by กมลหนุ่ม

พี่บิ๊ก

posted on 05 Jun 2008 11:15 by kamolnum147
ร้านค้าหรือซุปเปอร์สโตร์เจ้าประจำที่เสียมเรียบ ที่ผมแวะไปซื้อของบ่อยๆ ชื่อร้าน Angkor Marget ครับ ก็เป็นร้านขนาดสามคูหา มีสินค้าที่ผมต้องการเกือบครบเลยทีเดียว ทำให้ไม่จำเป็นต้องขนมาจากเมืองไทย ของสด ผักผลไม้ ไปจนถึงอาหารสำเร็จที่อุ่นทานในไมโครเวฟ ก็มีขายกัน

ผมไปอังกอร์มาร์เก็ตบ่อยมาก เกือบทุกครั้งที่เข้าเมือง เมื่อวานก็ไปมา และแล้ว ก็ได้เวลาที่จะซื้อของสิ่งหนึ่งมาแกะดู ให้หายสงสัยซักกะที



ครับ สองกล่องที่เห็น คือถุงยางอนามัยขนาดพิเศษ ใหญ่บิ๊กเบิ้มเทิ่ม นั่นคือที่มาของชื่อเอนทรี่นี้ ฮ่าฮ่าฮ่า ผมขอรีวิวพี่บิ๊กทั้งสองนี้หน่อย เปรียบกันหมัดต่อหมัด ว่าใครจะเหนือกว่าใคร

มาถึงตรงจุดนี้ คุณคงรู้แล้วว่า เอนทรี่นี้ค่อนข้างหวาดเสียว ทะลึ่งตึงตังหน่อย ดังนั้น ขอความกรุณาว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ยังยึดมั่นอยู่ขนบธรรมเนียมอย่างแนบแน่นหนา กรุณากดปุ่มกากบาทสีแดงด้านมุมบนขวาของหน้าจอท่านเสียนะครับ ปิดเอนทรี่นี้ไปเถอะ แต่ถ้าคุณอ่านต่อ ผมจะยึดว่าคุณเป็นคนลามกนิดๆจิตแจ่มแจ๋วเหมือนผม


ที่อังกอร์มาร์เก็ต ด้วยความที่ไปบ่อย ก็เลยค่อนข้างสนิทสนมกับบรรดาหมวยๆที่เป็นแคชเชียร์อยู่พอสมควร ก็เป็นเพราะพวกเธอนิสัยน่ารัก ช่างพูดช่างจา และพูดไทยได้นิดหน่อย และภาพพจน์ผม ในสายตาพวกเธอ ก็ค่อนข้างดีพอสมควร ก็เลยลำบากใจนิดหน่อยที่จะไปซื้อของแบบนี้

"หมวย เอาไอ้นี่" ผมชี้ไปยัง KamaSutra กล่องใหญ่สีดำ
"อ๊ะ กล่องนี้เหรอพี่" เธอถามย้ำ ตาเหลือก หน้าเริ่มเป็นสีชมพู
"เออ เร็วๆ รีบไป เอาไอ้กล่องนี้ด้วย" ผมชี้ย้ำไปที่ BigBoy กล่องดำ ปกเป็นรูปม้าดำมะเมื่อม
เธอหยิบทั้งสองกล่องให้ผม ตาเธอยิ้มซุกซน แถมสกิดเรียกเพื่อนมาร่วมวง "พี่เอาไปทำอะไรน่ะ"
"เอาเหอะ คิดตังค์เร็ว" จะให้อธิบายเรื่องบล็อกให้เธอฟัง ก็คงใช้เวลานาน เผ่นดีกว่าตู
"แล้วพี่ไม่เอาพวกนี้ด้วยเหรอ" หมวยคนที่สองเอ่ยปาก พลางชี้ไปยังอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาทิเช่น ไวอะกร้า (ในอังกอร์มาร์เก็ต วางขายกันเห็นๆ) เจลหล่อลื่น น้ำมันหอมระเหยต่างๆที่ช่วยยืดระยะ เห้อ หมวยเธอคงคิดว่าคืนนี้ผมคงออกรบทัพจับศึกเป็นการใหญ่แน่เลย
"ไม่เอาหมวย ไม่จำเป็น" ใจคิดว่า มาอังกอร์มาร์เก็ตคราวหน้า คงเจอพวกหมวยๆนี่แซวแหลกเป็นแน่


พี่บิ๊กแรกนะครับ สัญชาติอินเดีย ผมเรียกว่า "บิ๊กบัง" (ไม่เกี่ยวกับการเมืองการทหารแต่อย่างใดนะ) ดีกว่า

แพคเกจของบิ๊กบังก็กิ๊บเก๋ดีครับ เป็นกล่องสไลด์ซะด้วย กระดาษที่ใช้ทำกล่องก็เป็นกระดาษอาบมันอย่างดีทีเดียว




บิ๊กบังกล่องนี้มีคอนด้อมอยู่สิบสองชิ้นครับ มีแต่ขนาดนี้ ขนาดกล่องสามชิ้นไม่มีขาย แค่เปิดตัวบิ๊กบังก็นำไปก่อนเห็นๆ ข่มกันด้วยปริมาณ ให้แสดงว่าคนซื้อบิ๊กบังเนี่ย ต้องใหญ่แถมถี่ อีกตะหาก ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

ในกล่องจะมีคู่มือมาด้วย เป็นภาษาอังกฤษและภาษาอารบิค อืมมม์ ชัดเจนกับกลุ่มเป้าหมายดีแฮะ แต่ไม่มีรูปประกอบอย่างบางยี่ห้อ หยิบซองคอนด้อมมาดู ก็จะเป็นเมือกลื่นๆเคลือบอยู่ จับแล้วรู้สึกหยุมแหยะมาก พาลให้คิดไปว่าสิ่งหล่อลื่นที่อยู่ภายในมันรั่วออกมาหรือเปล่า หน้าซองก็จะมีบอกวันหมดอายุไว้


บิ๊กที่สอง สัญชาติญี่ปุ่น ก็เลยชื่อ "บิ๊กJ" ก็แล้วกัน อ่านในคู่มือ เค้าคุยว่ายี่ห้อ Okamoto เนี่ย ขายดีเป็นอันดับหนึ่งที่ญี่ปุ่น มาร์เก็ตแชร์ถึง 65% เลยทีเดียว


บิ๊กเจ มาในกล่องเปิดด้านบน ที่เป็นที่คุ้นเคยกัน ปกเป็นรูปม้า บ่งบอกถึงความดุดันและเบิ้มๆบึ้มๆ ภายในบรรจุ 3 ชิ้น หน้าซองเป็นสีเหลืองสดใสเชียว


คู่มือเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น พร้อมรูปประกอบ ดูแล้วเข้าใจง่ายดี ส่วนซองคอนด้อม ด้านหนึ่งเป็นสีเหลือง อีกด้านเป็นแบบใส ซีทรู มองเห็นผลิตภัณฑ์สีดำวาวอยู่ภายใน จับซองแล้วไม่มีเมือกๆ ดูแล้วสะอาดและน่าใช้มากถ้าเทียบกับบิ๊กบัง และยังมีบอกวันหมดอายุอย่างชัดเจนเช่นกัน




ถึงเวลาแกะมาดูกันแล้วครับ ลองเทียบขนาดซองดูก่อน อันขวาสุดนั่นคือน้องเล็ก ขนาดปกติธรรมดาทั่วไป ก็จะเห็นได้ว่า ทั้งบิ๊กบังและบิ๊กเจ มีขนาดซองเท่ากัน และใหญ่กว่าน้องเล็กนิดหน่อย



แกะออกมาแล้ว ถ้าเทียบกันแล้ว บิ๊กเจ ดูจะงานเรียบร้อยกว่า วงคอนด้อมรัดรูดอย่างแน่น ของบิ๊กบังดูจะรูดเข้าหลวมๆหน่อย (ตรงนี้อาจมีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่)




มุมด้านข้างบ้าง ที่กระเปาะปลายสุด หรือที่เรียกกันว่า Nipple End บิ๊กเจจะดูยังกับภูเขาไฟฟูจิที่ตั้งตรงตระหง่าน



กางออกให้เห็นเต็มส่วนสัดกันหน่อย ได้ผลดังนี้
1. ความยาว : บิ๊กบังและบิ๊กเจสูสีกันที่ประมาณเจ็ดนิ้วครึ่ง โอววว์ หรือประมาณ 185 mm บวกลบ 10 mm และยังไม่ได้ขยายขนาดนะเนี่ยยย

2. ความอวบ : บิ๊กบังกินขาดกระจุยครับ มหึมาจริงๆ ของบิ๊กเจส่วนอวบที่สุดของเค้า คือส่วนที่อยู่ก่อนถึงกระเปาะ มีขนาดเส้นรอบวง 54-56 mm หรือจากที่วัดเอง ประมาณสี่นิ้วกว่าๆ แต่ของบิ๊กบังปาเข้าไปห้านิ้วกว่าเลยทีเดียว อูยยย์ อะไรจะขไหนหนาด

3. พื้นผิว : เรียบและลื่นทั้งคู่ มีสารหล่อลื่นเคลือบเอาไว้อย่างดีทีเดียว

4. ความยืดหยุ่น : อันนี้เต็มสิบทั้งคู่ ด้วยเนื้อยางที่บางเฉียบ ผมลองยืดออกเต็มที่ ก็ยืดได้ดีไม่มีขาดครับ

5. กลิ่น : ก็เหมือนกลิ่นยางปกติ ไม่หอมไม่เหม็น

6. รส : ((จะบ้าเหรอ ไม่ได้ชิมว้อยยย))

7. ประสพการณ์ใช้งานจริง : ((ยังไม่มีโอกาส ไว้ถ้ามีจะมาบอกนะจ๊ะ))




จบรีวิวแต่เพียงเท่านี้ครับ ใครจะฝากซื้อ กรุณาติดต่อหลังไมค์ ให้ด่วนนะ เพราะจะกลับบ้านพรุ่งนี้ (วันที่หก)


เตรียมเผ่น!!!

posted on 26 Mar 2008 12:47 by kamolnum147

สองสามวันที่ผ่านมา ได้ยินได้ฟังข่าวลือมาสองเรื่อง ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจนักครับ
เลยเอามาเล่าสู่กันฟังดีกว่า

ข่าวแรก ไม่น่าจะเป็นข่าวลือแล้ว เป็นเรื่องจริง ก็ทางการขแมร์ ออกกฎหมายรับรอง ให้
มีการ "พกปืนได้โดยเสรี"  โห  ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ไม่รู้เหตุผลของเค้าเหมือนกันว่า
เพราะอะไรถึงให้ประชาชนพกปืนกันได้

ปกติแล้ว ในเสียมเรียบที่ผมอยู่ ค่อนข้างสงบเรียบร้อยดีมาก เหตุการณ์ตีรันฟันแทงเนี่ย
น้อยมากๆเลย ก็เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว  มีนักท่องเที่ยวมากมาย ตำรวจก็เลยคุมเข้ม
กันสุดๆ ออกไปไหนมาไหน กลางค่ำกลางคืน ก็ค่อนข้างสบายใจดี

ต่อไปนี้นะ จะไม่ยุ่งเลย เอ๊ยไม่ใช่ ก็คงต้องระวังมากขึ้นหน่อย โดยเฉพาะร้านเหล้า
ทั้งหลายแหล่ ที่ผมแวะเวียนไปเป็นประจำ
อืมม์ คนกินเหล้ากับปืนเนี่ย  ไม่ควรอยู่ด้วยกันจริงๆ

ข่าวที่สองครับ อันนี้ลือกันจริงๆ ว่าพรุ่งนี้(วันที่ 27) จะมี "การเดินขบวนประท้วง"

ปัญหาข้าวยากหมากแพงที่กำลังเกิดในเมืองไทย เมืองเขมรก็เป็นปัญหาเหมือนกัน
และค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วงเอาการ หนักแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อก่อนข้าวสาร แบบพอทานได้ ไม่ใช่ข้าวหอมอย่างดี ราคาตกกิโลฯละ 30 กว่าบาท
มาวันนี้ ราคาพุ่งไปถึง 70 บาทเข้าไปแล้ว อีกรายการที่น่าตกใจก็คือ แก๊สหุงต้มครับ
เดือนที่แล้ว ตกถังละ 500 กว่าบาท ขยับขึ้นเป็น 640 บาท มาวันนี้พุ่งทะลุเป็น 1200 บาท

มหัศจรรย์ไม๊ครับ ข้อมูลนี้ได้มาจากน้องๆชาวขแมร์นี่เอง ฟังพวกเค้าเล่าให้ฟังแล้วก็
น่าเห็นใจมาก ไม่มีการควบคุมราคาสินค้าใดๆเลย เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพราะราคา
อาหารที่ต้องกินอยู่ทุกมื้อ ก็สูงตามไปด้วย

อ้อ เมื่อวานได้เล่าเรื่องนี้ให้ ผู้มีอิทธิพลละแวกชายแดนไทย-กัมพูชา (ที่ฝังตัวในโอเค)
ฟัง เธอก็ให้ข้อมูลว่า คงเป็นเพราะเมืองไทยมีการจำกัดการส่งออกแก๊สมายังกัมพูชา
และเธอก็ไม่เห็นรถส่งแก๊สเข้าๆออกๆชายแดนมาหลายวันแล้ว ก็เลยถึงบางอ้อ ว่า
ทำไมราคาแก๊สถึงได้มหาโหดอย่างนี้

ได้ฟังข่าวนี้เข้า ก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อไม่นานมานี้ อันเนื่องมา
จากน้ำมันขึ้นราคาบ้าเลือด  และการประท้วงก็กลายเป็นจราจลขึ้นมา 

สาเหตุของการประท้วงที่นี่ ก็คล้ายๆกับพม่าซะด้วยสิ ผมเองก็ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะมีคนร่วม
ประท้วงมากมายขนาดไหน  มีการจัดระบบ  และควบคุมฝูงชนกันดีหรือเปล่า  ข่าวปล่อย
ข่าวลือมันจะขนาดไหน  (อันนี้นึกไปถึงเหตุการณ์เผาสถานทูตในปี 2546 ที่มันลุกลาม
เพราะประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดๆนี่แหล่ะ) ในภาครัฐ มีการตั้งรับอย่างไร อดกลั้นแค่
ไหนเมื่อถูกยั่วยุ

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมลองนั่งตุ๊กๆเข้าเมืองดู ก็พบว่าเหตุการณ์ยังปกติ นักท่องเที่ยวยัง
เยอะ เดินกันขวักไขว่เหมือนเดิม ร้านรวงก็เปิดกันตามปกติดี

แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องเตรียมตัวเล็กน้อย แม้จะคิดว่า ไม่น่ามีอะไรรุนแรงก็ตาม

เริ่มจากจัด "กระเป๋าเตรียมเผ่น" ครับ

กระเป๋าคู่ชีพใบนี้ ผมชอบที่มันจะมีกระเป๋าเล็กๆเยอะดีครับ แต่ละอันก็เหมาะกับของแต่ละอย่าง
อย่างเช่นกระเป๋าด้านบนตรงโลโก้ อันนี้ใส่พาสต์ปอร์ทหรือเอกสารอื่นๆได้อย่างดี
และหยิบใช้ได้ง่าย

 

หมวดของมีราคา
 
อันดับแรก ก็คงเป็นกล้องและเลนส์ครับ

อันดับสอง ก็เป็นโน๊ตบุค ยัดไว้ด้านหลังกระเป๋า

 

หมวดเอกสาร

1. หนังสือเดินทาง อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ
2. ตั๋วเครื่องบินที่โอเพ่นวันเดินทางไว้
3.ใ บ ตม. กรอกไว้เรียบร้อย จะไ้ด้ไม่เสียเวลาตอนเผ่น
4. เงิน อันนี้ก็สำคัญสุดๆ มีทั้งแบงค์ใหญ่และแบ๊งค์ย่อยๆ

 

หมวดเสื้อผ้า

1. เสื้อ เน้นสีดำ เผื่อไม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้ ถ้าต้้องเดินทางในเวลากลางคืน
    และต้องพรางตัว
2. กางเกง เป็นยีนส์ครับ เนื้อหนา ทนการขูดขีด เผื่อต้องมีการคลานเข่าคลานศอก นี่ก็เสีย
    ดายที่ไม่มีกางเกงยีนส์สีดำ ถ้าต้องพรางตัว คงต้องหาขี้โคลนพอกเอา
3. กางเกงในสองตัว เอาไว้เผื่อต้องเดินทางหลายวัน และแถมว่า ถ้าในเวลาจวนตัว ตกอยู่
    ในวงล้อม และต้องมอบตัว ยังเอาไปประกอบกับกิ่งไม้ กลายเป็นธงขาว เอาไว้ยกได้
4. ผ้าเช็ดหน้าลายเสือสีแดงผืนใหญ่ เผื่อต้องเดินทางในถนนลูกรัง ไว้กันฝุ่นได้เป็นอย่างดี
   ที่เลือกลายเสือสีแดง ก็เพราะจะเป็นการข่มขวัญกับผู้พบเห็นได้ ประมาณเขียนเสือให้วัวกลัว
5. รองเท้า ก็เป็นรองเท้าวิ่ง ที่น้ำหนักเบา เหมาะกับเวลาที่ต้องใส่ตีนหมาเป็นอย่างยิ่ง (ซึ่งมี
     โอกาสเกิดขึ้นสูง ถ้ามีเหตุการณ์ขึ้นมา)
6. หมวกแก๊บ ช่วงนี้อากาศร้อนมาก แดดแรง เอาหมวกติดไปด้วยน่าจะช่วยได้มั่ง

 

หมวดเพื่อสุขภาพ

1. หวี อันนี้ต้องพกเอาไว้ เผื่ออยู่ในวงล้อมสถานการณ์เป็นเวลานาน และมีการถ่ายทอดสด
   ผ่านดาวเทียม และอาจมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ จะำได้ดูดีอยู่ตลอดเวลา
2. แปรงและยาสีฟัน (เหตุผลเดียวกับข้อแรก กลัวนักข่าวอ้วกแตก)
3. น้ำหอมและยาทาเต่า อันนี้เหตุผลทุยมาก เป็นเพราะเพิ่งซื้อ และยังเสียดายอยู่
4. กระดาษเย็น กระดาษนี้ได้จากทุกเที่ยวที่บิน แต่ไม่ค่อยได้ใช้ และงก เก็บเอาลงมาทุกครั้ง
    คราวนี้ก็คงได้ใช้ซะที เผื่อต้องเปิบอาหารด้วยมือ จะได้ใช้เช็ดมือซะหน่อย
5. ผลิตภันฑ์ลอรีอัล Men Expert อันนี้ต้องเล่าหน่อยนึง ปกติเป็นคนที่ไม่ได้ใช้อะไรกับ
   หน้าเลย วันก่อนเดินผ่านร้านดิวตี้ฟรี ซื้อของอย่างอื่น แล้วยังขาดจำนวนเงินอีกห้าร้อย
   กว่าบาทจึงจะได้ของแถม เลยมองหาซื้ออะไรซักอย่าง ก็ได้โฟมล้างหน้าไวท์แอ๊คถีบ
   กะม๊อยซเจ้อ ไวท์แอ๊คถีบเหมือนกันมา จากนั้นก็ลองใช้ดู ไม่น่าเชื่อครับ อาทิตย์เดียว
   เท่านั้น สาวๆและหนุ่มๆ(ที่แอบสาว) ในที่ทำงาน ทักกันใหญ่ว่าไปทำอะไรกับหน้ามา
   ทำไมหน้าเด้งจังเลย ก็เลยกำเริบใจ กลับบ้านคราวต่อไปก็ไปถอย ม๊อยซเจ้อ Hydra
   Energaticแบบทีกันหน้าเหนื่อยหน่าย (Anti fatique) และครีีมทาใต้ดวงตาแบบที่มี
   Vita Lift มาอีก มาถึงตอนนี้ก็ยังมีคนถามอยู่เรื่อยๆว่าทำไมหน้าเด้งอย่างนี้ (ยังกะเมื่อก่อน
   หน้าตูโทรมเน่ามากยังงั้นแหล่ะ) เรื่องก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ เค้าอุตส่าห์ทำให้เราขนาดนี้แล้ว
   จะทิ้งกันลงได้ไง
6. หยูกยา ก็มียาสามัญที่อาจต้องใช้ครับ

 

หมวดอาหารการกิน

ในเรื่องอาหาร ผมก็ลองไปคุ้ยๆดูในตู้เย็นและในชั้นวางอาหารแห้ง คิดในใจว่า เอาไปให้น้อย
ที่สุด แต่พอกินได้ในระยะเวลาสองวัน ก็เลือกได้มาสามสี่อย่างล่ะครับ ขนมปังเอาไว้ยืนพื้น
กินกับใส้กรอกก็ได้ กินกับทูน่าก็พอทน กลั้วคอด้วยโซดา ก็คงพออิ่ม ส่วนบะหมี่เป็นเพราะ
น้ำหนักเบามาก เอาติดกระเป๋าไปซักกระปุกก็ดี เผื่อหาน้ำร้อนได้

 

 
จัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแ้ล้วครับ เอาขาตั้งกล้องแบบขาเดี่ยว (MonoPod) เหน็บไปด้วย
โมโนพ้อดอันนี้น้ำหนักเหมาะมือดีครับ ใช้เป็นกระบองได้เป็นอย่างดี เผื่อต้องแหวกฝูงชน
และถ้าต้องเดินทางไกล ก็ใช้เป็นไม้เท้า ก็เข้าทีอยู่เหมือนกัน แล้วก็เอากระเป๋ามาวางไว้
บนเก้าอี้ที่ติดกับประตูห้องครับ

 

ทางหนีทีไล่
เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตรียมตัวไว้ครับ อันนี้แผนแรก

รูปนี้ ถ่ายจากดาดฟ้าที่ทำงาน ถนนเส้นที่เห็นมีรถวิ่งอยู่ เป็นถนนที่จะไปสนามบินครับ โชคดี
ที่สนามบินอยู่ใกล้มาก ประมาณห้ากิโลเมตรเอง ถ้ามีรถไปส่ง ก็ประมาณห้านาทีเอง

แต่ถ้าไม่มีรถไปส่ง และถนนที่เห็นไม่ปลอดภัย เต็มไปด้วยฝูงชนที่บ้าคลั่ง ผมจะทำยังไงดี

 

แผนสอง 

 

รูปนี้ถ่ายให้เห็นด้านหลังที่ทำงานครับ ด้านขวานั้นจะเป็นลานเฮลิคอปเตอร์ ด้านซ้ายจะเป็นทุ่งนา
ไม่มีถนน ถ้าแผนแรกไปไม่ได้ ผมคงออกทางนี้ล่ะครับ ลัดเลาะเถียงนาไปเรื่อยๆก็ถึงสนามบิน
โดยยานพาหนะของผม ที่จอดแสตนด์บายอยู่ในที่จอดรถหลังคาเขียวๆนั้น

ยานพาหนะหลบหนีครับ

ซื้อมานานแล้ว ในราคา 30 ดอลล่าร์ ใช้ไปสองครั้ง เท่าที่ไปสำรวจเมื่อวาน สภาพยังใช้ได้
เพียงแต่ยางแบนไปหน่อย วันนี้ก็วานน้องๆให้เติมลม และหยอดน้ำมันที่โซ่ให้

 

แผนสาม
 
นี่เป็นแผนสุดท้ายแล้วครับ ก็คงต้องติดต่อผู้มีอิทธิพลในตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา
สนธิกำลังแหกด่านปอยเปตมาช่วยหน่อย แต่คงต้องขอร้องเธอให้เปลี่ยนรองเท้าเสียก่อน

 

ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็เหลือแค่รอดูเหตุการณ์วันพรุ่งนี้ครับ