ปัดฝุ่น

posted on 25 Oct 2008 14:49 by kamolnum147

ผมมีกล้อง DSLR ตัวแรก(และตัวเดียว) เมื่อปีกว่าๆที่ผ่านมานี่ล่ะครับ 
ที่ซื้อก็เป็นเพราะต้องย้ายมาทำงานที่เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา 

โอ้วววว!!!! เมืองแห่งอารยธรรมย้อนสมัย ประกอบด้วยปราสาทใหญ่น้อยมากมาย 
ที่รอให้ผมไปเยือน ให้ผมไปได้ไปศึกษาศิลปอันเป็นอมตะนิรันดร์กาล
 ผมคงได้รูปดีๆแปลกใหม่ ดันตัวเองขึ้นไปเป็นช่างภาพมืออาชีพ

 โอ้วววว์!!!!!! มีปฏิทินเป็นคอลเลคชั่นของตัวเองทุกปี มีโปสการ์ด
ที่มีโลโก้ kamolnum ส่งกระจายไปทั่วทุกมุมโลก 

 

 

 

 ความฝันและความจริงมันช่างแตกต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ 
ผมออกไปถ่ายภาพปราสาทน้อยมากๆ เหตุผลหลักจริงๆโดยไม่เข้าข้างตัวเอง
ก็คือ "ขี้เกียจ" เพราะงานของผม บางครั้งมันต่อเนื่อง ข้ามวันข้ามคืน 
เวลาว่างส่วนใหญ่ก็จะเผ่นแน่บกลับเมืองไทย และเหลือว่างซักสองสามวันที่เสียมเรียบ
 พอถึงวันเวลานั้น มันก็ยากที่ผมจะลุกจากเตียง ฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุ 
ออกท่องปราสาท ก็เลยได้แต่ฝังตัวบนเตียงนุ่มๆ ในห้องเย็นฉ่ำ ดูดีวีดี 
อ่านนิยายอย่างมีความสุข ตกเย็นก็เข้าเมืองไปท่องอารยธรรมสมัยใหม่
 ถ้าถามผมว่าคาราโอเกะที่ไหนดี ราคาดริ๊งค์เป็นมิตรกับกระเป๋า
 มีน้องๆชาวเวียดนามเยอะเป็นพิเศษ มีเพลงไทยใหม่ๆให้ร้องอย่างจุใจ 
อันนี้ผมพอรู้ครับ

 

 อันข้างบนนี่พูดเล่นนะครับ (เผื่อภรรยามาอ่านเจอ หรือใครอ่านเจอแล้วไปบอกภรรยา)

 

และแล้ว โอกาสดีที่ผมจะได้ออกทริปถ่ายรูปปราสาทก็มาถึง มาติดๆกันสองครั้งเลยครับ เมื่อบล็อกเกอร์สายลมฯเธอผ่านมาเมื่อสองสามวันที่แล้ว และตามติดมาด้วยเพื่่อนๆบล็อกเกอร์อีกกลุ่มในต้นเดือนหน้านี้ 

 

เป็นเพราะสายลมฯเธอมาถึงห้าวัน เลยจัดทริปหลวมๆ ไม่แน่นมากนักถึงสามวัน ผมเองว่างวันเดียว เลยไปเฉพาะวันแรก เรากะกันว่าจะไป บันเตียสเริย์ ปราสาทตาพรม นครวัด และปิดวันกันที่พนมบาเค็งเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน

 

คืนก่อนเที่ยว ผมจัดกระเป๋ากล้องครับ และด้วยความตั้งใจที่จะให้บล็อกเกอร์ท่านนึง ใช้เลนส์นอร์มอลซูมของผมแทนของเธอเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า เลนส์ที่เธอมี ผมคิดว่ามันจับโฟกัสยากครับ ผมเคยใช้เลนส์อันนี้ และต้องขายออกไป เพราะถ่ายเบลอมากกว่าชัด ดังนั้น ไหนๆเธอก็จะมาทั้งที ก็น่าจะลองใช้ทั้งสองอัน ถ้าอันของเธอเบลอจริง ก็ยังมีของผมแทนที่

 

 ไอ้เลนส์นอร์มอลซูมเนี่ย มันก็คือเลนส์ที่มีซูมในช่วงสั้นๆ เช่นที่ผมมีก็ของ Tamron 17-50 f2.8 ที่คุ้นไม้คุ้นมือกันดี และใช้มากที่สุดในบรรดาเลนส์ที่มี อืมม์ แล้วถ้าผมไม่ใช้ตัวนี้จะใช้อะไรดี มีให้เลือกอีกสามครับ ท้ายสุดก็ตัดสินใจว่า เอาเลนส์มุมกว้างหรือไวด์ ติดกล้องไปตัวเดียวเลย ไม่เปลี่ยนเลนส์ใดๆทั้งสิ้น ลองดูซิว่าจะเป็นไง

 คิดได้แล้วก็เริ่มสนุกดีครับ ทีนี้ก็เอาเลนส์ออกมาปัดฝุ่น ปัดฝุ่นเลนส์ยังไ่ม่พอ ก็ต้องปัดฝุ่นความรู้เรื่องการควบคุมกล้องอีกด้วย เกี่ยวกับเรื่องวัดแสงอะไรพวกนี้ล่ะครับ ซึ่งผมเรื้อเวทีไปเนิ่นนานพอควร

 

วันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เราแวะรับไกด์ที่โทรนัดกันไว้ ไกด์คนนี้ชื่อ "สุวรรณา" ครับ เป็นไกด์พูดไทยกับอังกฤษได้ ปกติแล้วที่ทำงานผมใช้บริการจากนายสุวรรณามาตลอด เมืื่่อต้องรับรองแขกเหรื่อไปเที่ยว ต้องจองตัวล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ทีเดียว แต่ในช่วงเวลานี้ สุวรรณาเกีอบไม่มีงานเลยครับ ก็เป็นเพราะเหตุการณ์ระหว่างไทยกับเขมรนั่นเอง

  เอ่อ ออกตัวก่อนนะครับว่า เอนทรี่นี้ ไม่มีข้อมูลทางประวัติ์ศาสตร์สาระอะไรนะครับ เก็บบรรยากาศล้วนๆเลย และบอกเท่าที่จำได้ว่าอะไรชื่ออะไร และสะกดเอาจากคำอ่านของขแมร์เป็นหลัก ผิดถูกยังไงทักท้วงให้แก้ไขนะจ๊ะ


 
ออกตัวแล้ว ค่อยสบายใจหน่อย ฮิฮิ อ่ะ เราไปเที่ยวกันเหอะ


 
บันเตียสเริย์เหรอครับ บันเตีย แปลว่าป้อมปราการ, สเรย์ แปลว่าผู้หญิง รวมกันก็ ป้อมปราการแห่งสตรี (ฟังดูแปลกๆเนอะ) ภาษาไทยใช้คำว่า “บันทายสรี”


จากเมืองเสียมเรียบ ไปบันตัยสเริย์ก็ประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านทางลาดยางสองเลนเล็กๆ เราใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินทาง มาถึงก็เวลาประมาณเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า โชคดีครับ ฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ แต่อากาศเริ่มร้อนเชียว และแดดกำลังมา

 



 รูปแรก หมุดด้านหน้าของปราสาท ระบุว่า บันเตยสเรย์ได้เป็นมรดกโลกเมื่อปี คศ.1992 


 
 


ซุ้มประตู หรือที่เรียกกันว่าโคปุระ ด้านนี้เป็นด้านตะวันออกครับ เป็นทางเข้าไปยังปราสาท ถ้าเป็นสมัยก่อนนู้น ซักพันกว่าปีมาแล้ว ถ้าคุณกับผมมาด้อมๆมองๆแถวๆนี้ และอยากจะเข้าไปปราสาท ก็อย่าได้หวังจะเดินผ่านโคปุระนี้เข้าไป เพราะทางเดินตรงกลางที่เห็นเนี่ย สำหรับวีไอพีเท่านั้นครับ ไพร่สามัญชนอย่างเราๆต้องเิดินเข้าทางประตูที่เห็นอยู่ทั้งสองข้าง และจะมีทางเิดินต่างหากเลียบเข้าไป


 


 หน้าบันของโคปุระตะวันออก มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร

 

 


ลวดลายประดับของโคปุระครับ ค่อนข้างสมบูรณ์เนียนหน่อย คงเป็นเพราะไม่ค่อยถูกแดดถูกฝนกระมัง

 


อย่างที่บอกไป ผมเคยมาที่นี่ เมื่อซักเกือบสองปีมาแล้ว ในความเห็นส่วนตัวนะ คิดว่าบันเตียสเรย์ดูหมองลงไปพอสมควรเหมือนกัน คราวก่อนที่มา ดูแจ่มจรัสด้วยหินทรายสีชมพูกว่านี้ คราวนี้คิดว่าคราบดำๆ อันเนื่องมาจากฝนและตะใคร่มันเพิ่มขึ้น
 
ผมก็สอบถามยังกูรูปราสาท ที่ทำงานที่เดียวกัน กูรูให้ความเห็นแย้งว่า เป็นเพราะผมไปตอนเกือบเที่ยง ต้องไปตอนเช้าๆ จะเป็นเวลาที่แสงอ่อนๆตกกระทบหินทรายสีชมพู ได้ความสวยงามที่มลังค์ที่สุด พร้อมส่งสายตาเหยียดหยามมา คล้ายว่าทำไมขี้เกียจยังงี้ฟระ ผมก็ได้แต่กล้ำกลืน ทำไงได้ล่ะ เมื่อคืนอยากลันล้ากะน้องๆดึกไปหน่อย ไม่เป็นไรครับ ขอแก้ตัวอีกรอบ เพราะจะมีฮาร์ดคอร์บล็อกเกอร์ทัวร์มาอีกตอนต้นเดือน
 
หน้าบันอันนี้ คราวที่แล้วยังอยู่บนโคปุระชั้น3 อยู่เลย คงชะลอลงมาซ่อมแซมตัวโคปุระแน่ๆ

 

 

ลองซูมไปใกล้ๆ อันนี้เป็นหน้าบันที่ไว้ให้ไกด์ นายสุวรรณาปล่อยมุกครับ เค้าอธิบายว่า นี่เป็นรูปสลักนูนสูงในตอนหนึ่งของรามเกียรติ์ ตอนยักษ์ตนหนึ่ง (สุวรรณาว่ากุมภัณฑ์ บางหนังสือบอกว่าภิเภก) จับตัวนางสีดา อีกสององค์ด้านซ้ายขวา ก็เหาะตาม สุวรรณาถามว่า “องค์ไหนคือพระราม องค์ไหนคือพระลักษณ์” เพื่อนๆลองทายกันนะครับ บอกเหตุผลด้วย ว่าทำไมคิดอย่างนั้น

 

 

รูปนี้น่าเป็นโคปุระชั้น2 นะครับ มาดูรูปนี้ในจอคอมฯ แล้วอยากเขกกะโหลกตัวเอง นอกจากวัดแสงไอ้เวอร์ (เหมือนรูปที่ผ่านมาทุกรูป) แล้วยังจัดองค์ประกอบด้วนอีกด้วย ใช้เลนส์ไวด์ทั้งที ถ้าถอยออกมาหน่อย ยองก้นอีกนิด แล้วเสย ก็น่าจะเก็บได้หมด ยิ่งซูมรูปเข้าไป ดูลายบนหน้าบัน ก็เบลอครับ ตอนถ่ายคงรีบและร้อนมาก ไม่ปราณีต นี่แหล่ะครับ ฝุ่นกองใหญ่ที่ต้องปัดออกไป

 

 


อันนี้เป็นหอสมุด หรือเรียกว่าบรรณาลัย ที่มีหน้าบันทั้งสี่ด้าน

 


นี่เป็นหน้าบันฮ๊อตฮิต เป็นหน้าบันด้านทิศตะวันออกของบรรณาลัยทิศใต้ 
ด้านล่างจะเห็นทศกัณฐ์ซึ่งไม่รู้ว่าเปรี้ยวตรีนมาจากไหน อยากเข้าเฝ้าพระศิวะ
แต่ยามแถวนั้นไม่ยอมให้ขึ้น เลยทำหน้าอมยิ้ม เขย่าเขาไกรลาศมันซะงั้นแหล่ะ 
ทำเอาส่ำสัตว์ ช้างเก้งกวางลิงค่างรวมทั้งนรสิงห์กระเจิดกระเจิงไปหมด


พระอุมาที่ประทับอยู่กับพระศิวะด้านบน ตกใจร้องกรี๊ดดกระโดดตัวลอยขึ้นไปบนตักพระศิวะ


อ้าว!! งานเข้าล่ะสิทศกัณฐ์


พระศิวะกริ้วขาด เลยเอาพระบาทกดเขาำไกรลาศทับทศกัณฐ์เอาไว้พันปี
 (ที่เห็นเท้าด้านขวาจิกๆอยู่นั่นแหล่ะครับ) และต้องท่องมนต์สาธยายบูชาพระศิวะไปด้วย
 ครบพันปีจึงได้รับความเห็นใจ ปล่อยออกมาซ่าส์ได้เหมือนเดิม

 

หน้าบันอันนี้ ไม่แน่ใจว่าอยู่ทิศไหนของบรรณาลัยใด น่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพาลีกับสุครีพ นะครับ แต่ที่ไกด์ชี้ให้ดูเพราะจะมีร่องรอยกระสุนปืนอยู่หลายรูทีเดียว ยังโชคดีที่ไม่โดนทำลายไปทั้งหมด

 

 


รูปสุดท้ายครับ เป็นที่ถ่ายจากกำแพงด้านหลังย้อนออกไป เห็นปรางค์สามปรางค์ที่กั้นไม่ให้เข้าไปดู มุมนี้ก็เป็นมุมถ่ายรูปของมหาชนเช่นกันครับ

 

 

 

จริงๆแล้ว กะว่าจะรวบที่เที่ยวทั้งหมดสามแห่งในหนึ่งเอนทรี่ เขียนไปเขียนมา ชักยาวครับ
 งั้นผมยกยอดไปเอนทรี่หน้าก็แล้วกัน


edit @ 26 Oct 2008 18:50:12 by กมลหนุ่ม

Comment

Comment:

Tweet

Hot! เจ็บคอ หมอสั่งให้กินยา

นึกว่าเจอฝุ่นที่เขมร เจอฝุ่นบล็อกนี้นี่เอง sad smile
ภาพสวยมาก

ชอบลวดลายประดับของโคปุระที่ค่อนข้างสมบูรณ์
ที่ถ่ายมาให้ดู สวยมีเอกลักษณ์มาก

ดูภาพแล้วก็รู้สึกอากาศร้อนนะครับ
อาจเพราะโทนสี


Hot! Hot! Hot!

#7 By GPEN on 2008-10-26 16:35

อยากได้โปสการ์ติดยี่ห้อ kamolnum
ส่งถึงบ้านที่บางกรวยจริงๆค่ะ พี่ ถ่ายสวยมากๆ big smile
ยังไงก็อย่าพึ่งทิ้งกล้องนะค่ะ คุณหมอช่างภาพ surprised smile Hot!

#6 By poonnada on 2008-10-26 13:28

แวะมาขำรอบแรก
เรื่องน้องเวียดนาม กำลังนึกถึงน้องทางบ้านพอดี
เจ้าตัวทักเองซะก่อน 5555

จบกันห้วนๆเลยนะวันนี้ confused smile
ไว้มาอ่านต่อ confused smile

#5 By GPEN on 2008-10-25 23:09

ยังไม่จบสิเนีย ดีนะไม่มีภาพประกอบเป็นอีป้าแขนบาซูก้า อิอิอิ

เลนท์ช่วงยาวมันก็มีความเบี่ยงเบนของมัน ยิ่งช่วงยาวมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเพี้ยนอยู่แล้วนี่พี่ (แล้วพี่สงสัยอะไร (วะ) ค่ะ พี่)

อิอิอิ ลืมบอกไปว่าหนูแอบทะเลาะกะไกด์พี่ทางความคิดไปหลายดอก อิอิอิ แต่หนุกดีพี่ ไว้คราวหน้าเราไปด้วยกันซะ 5 - 6 วันนะ เดี๋ยวหนูพาเที่ยวปราสาทรกร้างในความทรงจำอันบรรเจิดเอง อิอิอิ

ปล. ที่ไม่รู้ว่าทำไมต้อง ปล. ยังเที่ยวไม่ครบทุกปราสาทเลย 3 วันเนี่ย question
อยากไปถ่ายรูป ที่ขแมร์บ้างจัง big smile

#3 By ทิว แอด ไฟน์ on 2008-10-25 19:04

แค๊กๆๆๆ....ทำไมฝุ่นมันเยอะงี้นะ....ในรูปก็เห็นฟ้าใสดันี่พี่...confused smile confused smile
ตามมาช่วยปัดฝุ่นก๊าบ
confused smile confused smile

#1 By iheartia on 2008-10-25 16:32