ผมควบเจ้าฟ้าคำรณ เจ้ารถคู่ใจ ออกจากพนมเปญซักบ่ายสามโมงกว่าๆ ใช้ทางหลวงหมายเลข4 วิ่งลงใต้มาเรื่อยๆ

 

เส้นทางหมายเลข4 เป็นถนนสองเลนครับ สภาพถนนดีพอสมควรเลย ถ้าเทียบกับทางหลวงหมายเลข6 ที่เป็นเส้นทางพนมเปญไปเสียมเรียบ สองข้างทางในช่วงแรก จะผ่านโรงงานอุตสาหกรรม เรียงรายกันเต็มไปหมด ขับรถต้องระวังมากๆ เพราะได้เวลาเลิกงานของน้องๆสาวโรงงานพอดี

 

ขับๆมาก็จะผ่านจังหวัดแรก จังหวัดกำปงสปรือย์ จังหวัดนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวคืออุทยานแห่งชาติคีรีรมย์ แต่ผมคงไม่แวะ เพราะอยากทำเวลาให้ถึงสีหนุวิลล์ไม่ค่ำเกินไปนัก เพราะรู้ว่าขับรถกลางคืนที่นี่จะมืดและเปลี่ยวมาก

 

เส้นทางบางช่วงก็สวยดี ดินสีแดงตัดกับถนน มีต้นไม้ริมข้างทางครื้ม

 

ขับมาถึงแยกที่จะเลี้ยวขวาไปจังหวัดเกาะกง เส้นทางก็เริ่มไต่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภูมิประเทศสวยดีครับ เขียวครึ้มสบายตา

 

และก็มาถึงจุดที่ต้องแวะครับ โดนกำชับกำชามา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถที่ผ่านทางนี้ ทุกคันจะจอดแวะที่นี่ครับ เป็นศาลตั้งเรียงรายกันเป็นแถวยาวกว่าห้าสิบเมตร เลียบเหวลึกที่อยู่เบื้องหลัง

 

ที่ต้องแวะเพราะเค้าบอกกันว่า ให้ลงมาสักการะ เพื่อจะได้คุ้มครองความปลอดภัยในการเดินทาง สมาชิกชมรมคนปอดแหกอย่างผม ก็ต้องเชื่อเค้าไว้ก่อน

 

เค้าบอกว่าให้ซื้อธูป แล้วเอาไปปักตามศาล แต่เค้าก็ไม่ได้บอกว่าให้ปักกี่ศาล ผมเองก็นึกว่ามีแค่ศาลสองศาล ไม่นึกว่ามีมหาศาลอย่างนี้

 

เอาไงดีวะ

 

ไม่รู้ว่าศาลไหนดูแลโค้งไหน ก็ปักมันซะให้ทุกศาลนั่นแหละ coverให้หมด จะได้อุ่นใจ ว่าแล้วก็ซื้อธูปกำใหญ่ ไล่ปักไปเรื่อยๆ ที่นี้ก็ถกเถียงกันอีกว่าปักกี่ดอก เวรล่ะสิ ถามเค้ามาไม่หมด แต่ก็โชคดีที่มีคนปักให้ดูเป็นตัวอย่าง สรุปคือศาลละดอกครับ

 

มาถึงช่วงปลายๆ มีทีเด็ดกว่านั้น เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา จะเป็นศิวลึงค์ยักษ์ขนาดหนึ่งคนโอบ ตั้งอยู่บนฐานทรงกลม มีร่องน้ำโดยรอบ ขอบด้านหนึ่งบากเป็นร่องให้น้ำไหลออก

 

ประจำที่ฐานศิวลึงค์ มีจิ๊กโก๋วัยเด็ก ตักน้ำรดบนหัวศิวลึงค์ ไหลผ่านมาตามร่อง แล้วรองน้ำใส่ขัน ยื่นมาให้เรา

 

จิ๊กโก๋วัยดึกอย่างเราก็งงครับ ว่าให้มาทำไม จะให้รดหัวเป็นศิริมงคลน่ะเร๊อะ ม่ายน่อ ม่ายอาววว

 

จิ๊กโก๋วัยเด็กส่ายหัว จุ๊ปากจึ๊กจั๊กไม่สบอารมณ์ แล้วชี้มาที่ไอ้ฟ้าคำรณ ส่งท่าทางถามว่าของยูหรือป่าว พอรู้ว่าใช่ ก็เอาน้ำนี่แหล่ะ สาดโครมเข้าไปที่หน้าหม้อรถด้านหน้า จิ๊กโก๋วัยดึกก็เลยถึงบางอ้อครับ โชคดีที่ไม่ยกรดหัวตัวเองเข้าให้ ก็เลยต้องสมนาคุณจิ๊กโก๋วัยเด็กไปยี่สิบบาท

 

 

อุปปาทานหรือป่าวก็ไม่รู้ ไอ้ฟ้าคำรณมันวิ่งเรียบ เครื่องแรงขึ้นมาเป็นกอง

 

 

 

เดินทางต่อครับ ออกเดินทางบ่ายสามกว่า มาถึงสีหนุวิลล์ก็เย็นค่ำพอดี ได้ที่นอนเป็นโรงแรมเล็กๆ สะอาดสะอ้าน ในราคา 11$ ต่อห้อง ก็เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ

จากนั้นก็นัดแนะกับเอ็มและเต๋า น้องที่ทำงานที่นี่ พาไปตะลุยราตรีกัน เริ่มจากร้านอาหารเล็กๆริมหาด แล้วก็ไปคาราโอเกะกันต่อ ตีสามกว่าถึงได้กลับที่พักครับ

 

 

 

ตื่นมาสายๆ ออกไปทานข้าว โอว์ว์ แดดเปรี้ยงๆเลยวันนี้ และฟ้าใสมากๆ เป็นสีฟ้าจัดเลย รู้สึกโชคดี วันนี้คงถ่ายรูปได้สนุกแน่ๆ

 

 

เอาแผนที่เมืองสีหนุวิลล์มาให้ยลกันก่อน

 

 

 

ขับรถเล่นดูเมืองดีกว่า ไปกันให้ทั่วเลย เริ่มต้นที่นี่ครับ "วงเวียนสิงห์โตทอง" หรือ Golden Lion Traffic Circle

ตั้งอยู่ที่เบอร์ 1 ในแผนที่นั่นล่ะครับ อยู่ใจกลางเมืองเลย
อีกมุม

 

นอกจากวงเวียนนี้แล้ว เรายังเจอสัญลักษณ์เกี่ยวกับสิงห์อีกหลายแห่ง ค้นๆดูได้ความมาว่า เป็นเพราะพระนามของกษัตริย์ ที่เป็นชื่อของเมืองนี้ คือ สีหนุ มาจากคำสันสกฤตสองคำสมาสกัน สีห มาจากคำว่า ซิมหา แปลว่า สิงโต อีกคำคือ หนุ มาจาก ฮานุ แปลว่า Jaws รวมกันแปลได้ว่า The jaws of the Lion ครับ

 

แปลว่าไรอ่ะ Jaw ภาษาหมอ แปลว่า ขากรรไกร แต่ก็แปลได้อีกว่าก้ามหนีบ ถ้าให้ผมเดา คงเดาว่า กรงเล็บแห่งสิงโต กระมัง ถูกผิดขออภัยและวานชี้แนะนะครับ
(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

 

รูปนี้ถ่ายให้เห็นถนนเส้นหลัก ถนนเอกราชครับ Ekareach Street

 

 

จุดหมายต่อไป เบอร์2 ท่าเรือน้ำลึกครับ ตอนที่ไปถึง มันเงียบๆหงอยๆยังไงก็ไม่รู้ ตอนบ่ายๆที่ไป เค้าขนของกันเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เอารูปเหงาๆแต่ทะเลสวยมาให้ดูกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าเรือสีหนุวิลล์ เป็นท่าเรือน้ำลึกทางทะเลเพียงแห่งเดียวของประเทศ สามารถรองรับสินค้าระหว่างประเทศได้มากถึงร้อยละ 70 ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมด

 

นอกจากนี้ท่าเรือสีหนุวิลล์ยังความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จากระดับน้ำทะเลชายฝั่งที่มีความลึกมากพอที่จะสามารถรองรับเรือสิน้าและเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งมีหมู่เกาะต่างๆที่เสมือนเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติให้กับท่าเรือสีหนุวิลล์ได้เป็นอย่างดี

 

ไปต่อกันที่เบอร์3 Independence beach

 

รูปจากกูเกิ้ลแมพ จะเห็นเป็นหาดที่ยาว ตรง ปลายหาดเป็นภูเขา ทำเอาผมนึกถึงหาดป่าตองที่ภูเก็ตบ้านผม มาดูรูปจริงกัน

ถ่ายจากในรถครับ ทางลูกรังที่เห็น เป็นทางเลียบชายหาด เหมือนป่าตองเมื่อสามสิบปีที่แล้วจริงๆ

 

ลงรถๆ

 

หันหลังกลับไปจะเป็นทางลูกรัง ทอดผ่านขึ้นเนินเขา บนนั้นจะมีรีสอร์ทเล็กๆ ตั้งอยู่ เลยข้ามไปอีก ต้องเอาโฟร์วีลไป เป็นหาดส่วนตัวครับ

 

 

เดินเข้าหน้าหาด หืมมม์ ทรายขาวจั๊วเลย

 

หาด Independence เนี่ย มีสิ่งปลูกสร้างน้อยมากครับ เวอร์จิ้นใสปิ๊งจริงๆ ในรูป บริเวณทราย จะเห็นรูปูลมอยู่เต็มไปหมด ผมเองไม่มีอารมณ์เล่นจับปูลมตอนนี้ มันร้อนมากๆเลย

 

หาดๆนี้ในช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ขับรถมาเที่ยวกัน ปูเสื่อปาร์ตี้จากอาหารและเครืองดื่มที่เตรียมกันมา เลยเห็นขยะเกลื่อนกลาดไปหมด น่าเสียดายจริงๆ

 

หาดต่อไป เบอร์4 ในแผนที่ Sokha Beach

 

หาดนี้เป็นหาดส่วนตัวของโรงแรมสุขา ในเครือSokha Group นี่ขาใหญ่ครับ มีอิทธิพลล้นเหลือในกัมพูชา เอาเบาะๆ ในเสียมเรียบ ค่าเยี่ยมชมปราสาทที่คิดกันวันละ 20$ ต่อคน บริษัทนี้เป็นคนจัดเก็บครับ และในหาดสุขานี้ คนนอกห้ามเข้าครับ ผมเลยได้แต่ถ่ายรูปปลายๆหาดมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หันไปทางขวา ก็จะเห็นพี่ยามยืนคุมเชิงอยู่ ชาวบ้านที่อยากมาเที่ยว ก็ต้องนั่งกันแถวๆนี้ ห้ามล่วงล้ำเข้าไปหน้าโรงแรม

เอนทรี่นี้ชักจะยาวแล้ว ยังมีอีกหาดที่ผมไปนอนเขลงมา ชื่อหาดอ๊อกชูเตียวครับ หาดนั้นค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยคนที่มาเที่ยวกัน ยกยอดไปเอนทรี่หน้านะครับ

 

ลาไปด้วยรูปนี้ แสงตกกระทบน้ำทะเลสีสวย เกิดโบเก้เป็นร้อยๆดวง
เสียดายที่เพิ่งสังเกตุโบเก้ในรูปนี้ เมื่อแสงเกือบหมดแล้ว ไม่งั้นคงต้องมีถ่ายซ่อมครับ

Comment

Comment:

Tweet

รูปสุดท้าย ถ่ายได้เฉพาะตอนไม่ไปกับแฟนนะคร๊าบ

เฮียหนุ่มopen-mounthed smile

#4 By seaugpor on 2009-08-26 15:39

ฟ้าสีสดมากกกกค่ะ เหมือนยุโรปแถวเมดิเตอร์เรเนี่ยนเลยอ่ะ ^_^ ชอบจัง ชอบจัง

#3 By ArchmaniaC on 2009-08-26 08:19

ขอบคุณค้าบคุณแมงฯ เห็นด้วยทุกประการ เอิ๊กๆๆ

#2 By กมลหนุ่ม on 2009-08-25 23:10

ผมชอบสีของท้องฟ้า ทะเล หาดทรายจริงๆ สีมันฟุลมากๆ

แต่ชอบสีของบิกินีรูปสุดท้ายมากกว่าconfused smile

#1 By ขุนกระบี่ on 2009-08-25 20:34